fic TFBOYS [QianKai] Lust 5 [END]







“หายไปไหนกันนะ” เชียนซีบ่นพึมพำพลางมองไปรอบๆ แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เห็นว่าทั้งหวังตั๋วและหมิงฮ่าวจะไปอยู่ตรงไหนได้อยู่ดี “ทีแบบนี้ล่ะหายกันไปเลย”


“หวังตั๋ว! ถ้ามือนายจะอยู่ไม่สุขแบบนี้ฉันจะกลับแล้วนะเว้ย!!!”


“อะไรกัน ช่วยกันมาขนาดนี้ไม่ได้ทำให้เราสนิทกันมากขึ้นเลยเหรอ?”


“ตลก! สนิทให้ตายก็ไม่ใช่ให้นายเอามือมาลูบต้นขาฉันได้เว้ย!!!”


เสียงโหวกเหวกที่ดังมาให้ได้ยินทำให้เชียนซีมองไปทางต้นเสียงทันที และในที่สุดเขาก็มองเห็นคนสองคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กดัดข้างบ่อน้ำ ท่าทางเหมือนทำท่าจะชกกันอยู่รอมร่อ เห็นแบบนั้นแล้ว เชียนซีจึงได้เดินเข้าไปหาทั้งสองคน ก่อนจะวาดแขนลงล้อมรอบลำคอของลูกพี่ลูกน้องคนสนิทจนอีกฝ่ายสะดุ้ง


“อะไรกัน แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้เลยเหรอ?” เชียนซีจงใจพูดชิดติดริมหูอีกฝ่ายจนเขาสามารถเห็นได้ชัดเจนเลยว่าขนคอของหมิงฮ่าวถึงกับลุกซู่


“ทำอะไรของนายเนี่ยเชียนซี!!!!”


เชียนซีถึงกับหลุดขำทันทีที่อีกฝ่ายลุกหนีเขาจนเขาต้องเปลี่ยนมาท้าวแขนลงกับพนักพิงเสียแทน “พี่ช่วยผม แล้วทำไมไม่ให้ผมช่วยพี่บ้างอ่ะ? ผมว่าหลายวันมานี้พวกพี่ก็สนิทกันขึ้นเยอะเลยนะ และอีกอย่าง…”


“อ...อะไร…”


“อย่าคิดว่าผมไม่เห็น” ว่าทั้งที่มุมปากยังคงเผยยิ้มจนลักยิ้มที่มุมปากปรากฏให้เห็น ใช้นิ้วสองนิ้วชี้สลับไปมาระหว่างดวงตาของตนเองกับร่างของหมิงฮ่าวที่ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับเบะปาก


“นายมาอยู่นี่ แล้วใครอยู่กับเจ้าเหมียวล่ะ?”


“อ้อ ก็นี่ล่ะ ผมมาตามพวกพี่แล้วก็จะได้กลับกัน เสี่ยวข่ายยังต้องพักรักษาตัวอีกหน่อย ให้ออกมาแบบนี้ผมไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่” เชียนซีหันกลับมาตอบหวังตั๋วที่กำลังมองมา ร่างสูงที่ได้ยินดังนั้นจึงได้ขยับลุกขึ้น เชียนซีจึงรีบยืดตัวเตรียมเดินไปพร้อมกับอีกฝ่าย แต่เมื่อเหลือบสายตามามองหมิงฮ่าวที่ยังมีท่าทีไม่อยากจะเดินไปพร้อมกันแล้ว เชียนซีจึงทำได้เพียงเดินเข้าไปรั้งแขนของอีกฝ่ายให้เดินตามมา


“นายเห็นอะไรฮะ? เห็นอะไรไม่ทราบ??”


“หืม...เห็นอะไรเหรอ พี่ลองคิดดูเองดิ”


“บ๊ะ”


เชียนซีส่งเสียงหัวเราะในลำคอ เห็นหมิงฮ่าวเดาะลิ้นขัดใจแล้วเขาก็อดที่จะหลุดขำไม่ได้


โหวหมิงฮ่าว คนที่แสนจะมั่นใจในตัวเองเคยเป็นแบบนี้ให้ใครเห็นที่ไหนกันล่ะ อาการแบบนี้น่ะ ดูก็รู้ว่าหลุดกับเฉพาะหวังตั๋วคนเดียวเท่านั้นล่ะ


“คนไม่เคยโดนรุกก็งี้ล่ะน้า…” เชียนซีจงใจพูดลอยๆจนหมิงฮ่าวถึงกับไหล่กระตุก เห็นอีกฝ่ายหันขวับมามองเขาแล้ว แต่เขาก็ทำเพียงแค่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไปเท่านั้น


พวกเขาทั้งสามคนเดินมาจนถึงลานที่ก่อนหน้านี้เชียนซีเป็นฝ่ายบอกให้จวิ้นข่ายรออยู่ตรงนี้ แต่เมื่อพวกเขามาถึง เขากลับไม่เห็นแม้แต่เงาของจวิ้นข่ายเลยเสียด้วยซ้ำ


“เจ้าเหมียวล่ะ?”


“เขาน่าจะรอเราอยู่ตรงนี้”


“มันแปลกๆ นะ เจ้าเหมียวไม่ใช่คนที่จะเดินไปไหนมาไหนโดยไม่บอก วันนี้ก็เอาโทรศัพท์มาด้วย ไม่เห็นจะมีข้อความอะไรเข้ามา นายล่ะ มีไหม?” หวังตั๋วหันไปหาเชียนซีก็กำลังเช็คหน้าข้อความ แต่ไม่ว่าจะปัดดูเท่าไหร่ก็ไม่มีข้อความใหม่จากจวิ้นข่ายเลยสักนิด


“ไม่มี...หรือว่า...มันจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา!?”


“เชียนซี นายใจเย็นก่อน” หมิงฮ่าวเห็นท่าทีร้อนรนของน้องชายแล้วก็รีบยกมือขึ้นมากุมไหล่ของอีกฝ่ายเอาไว้ “บางทีเขาอาจจะอยู่แถวนี้ก็ได้ แยกกันหาเถอะ ใครเจอก่อนก็บอกกัน โอเคไหม?”


“โอเค...”


“อืม...”


“...” หมิงฮ่าวมองท่าทีของทั้งสองคนไปมา ตัดสินใจบีบไหล่ของเชียนซีเบาๆ เรียกสายตาจากน้องชายให้หันมามอง เขาจึงได้ตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ เป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร อีกฝ่ายจึงได้พยักหน้าแล้วเดินผละไปอีกทาง


เขามองจนแผ่นหลังของเชียนซีลับสายตาไปแล้ว จึงได้หันกลับมาหาหวังตั๋วที่สีหน้าก็ไม่ได้ดีกว่าเชียนซีสักเท่าไหร่นักจนเขาทนมองอีกฝ่ายที่เป็นแบบนี้ไม่ได้ เดินเข้าไปหาแล้วชกเบาๆ ลงบนต้นแขนของอีกฝ่าย


“คิดมาก น้องนายก็โตขนาดนี้แล้ว ห่วงซะอย่างกับน้องนายเป็นเด็กอนุบาลไปได้”


“เสี่ยวโหวจื่อ”


“...”


“ฉัน…”


“อ่ะๆๆ ไม่ต้องพูดแล้ว เดี๋ยวฉันเดินไปกับนายเอง ลดความกังวลลงหน่อย โอเคไหม?”


“อืม...แต่ว่า...เสี่ยวโหวจื่อ ฉันขอจับมือนายได้ไหม?”


“...” หมิงฮ่าวถึงกับรู้สึกอยากจะเบ้ปากใส่ เห็นเขาใจอ่อนทีล่ะเอาใหญ่ แต่เมื่อเห็นสีหน้ากลัดกลุ้มของหวังตั๋วแล้ว สุดท้ายเขาก็ได้แต่ทำใจยอมรับว่าคงต้องยอมๆ ให้สักครั้ง


“เจอน้องนายเมื่อไหร่ ฉันทุบนายแน่”


สุดท้ายแล้วโหวหมิงฮ่าวก็ได้แต่เดินไปกับอีกฝ่ายพร้อมกับมือที่ถูกฝ่ามือที่ใหญ่กว่าสอดประสานเข้าหากัน

เชียนซีรู้สึกเหมือนกำลังมีไฟเผาอยู่ในร่าง ความร้อนรนถึงขีดสุดแทบจะทำให้เขารู้สึกหัวเสีย แต่เมื่อเขาตระหนักได้ว่าอาจจะเกิดเรื่องกับจวิ้นข่าย เขาก็เลือกที่จะเอาเวลามาตามหากอีกฝ่ายดีกว่าที่จะมานั่งอารมณ์เสียอยู่กับตนเองแบบนั้น


“เมื่อกี้ฉันเห็นคนตบกันด้วยล่ะเธอ”


“ในสวนสาธารณะเนี่ยนะ? กล้าอะไรขนาดนั้น”


“ก็ใช่น่ะสิ แต่ฉันเห็นคนที่ตบนะ เหมือนจะมีพวกมาด้วย รุมคนโดนตบคนเดียวเลยนะ”


“แบบนั้นเขาเรียกตบกันได้เหรอ? ฉันว่าแบบนั้นเขาเรียกรุมแล้วนะ”


“...” เชียนซีมุ่นคิ้ว อดที่จะหันไปมองทางผู้หญิงสองคนที่กำลังเดินคุยกันไม่ได้ ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยดีกับสิ่งที่ได้ยิน อย่างกับว่ามีลางสังหรณ์บางอย่างที่ทำให้เขายิ่งรู้สึกกังวลหนัก สุดท้ายแล้ว ลำขาเรียวยาวจึงได้ก้าวเข้าไปหาทั้งสองคนที่เพิ่งจะเดินสวนเขาไปได้ไม่ไกล


“ขอโทษนะครับ”


“...?”


“คือ...ที่พวกคุณคุยกัน ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหนงั้นเหรอครับ?”


“อ่า...คือ...เดินตรงไปเรื่อยๆ น่ะค่ะ ใกล้ๆ กับห้องน้ำ”


“ขอบคุณมากครับ ขอโทษที่รบกวน” เชียนซีโค้งขอบคุณอีกฝ่ายแล้วรีบหันร่างวิ่งไปตามทาง ไม่สนใจเสียงซุบซิบของสองสาวที่เหมือนจะพูดถึงเขา ขาของเขาสับวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับจิตใจที่ร้อนรน จนในที่สุดเขาก็สามารถมองเห็นห้องน้ำที่ถูกสร้างเป็นอาคารชั้นเดียวเล็กๆ อยู่กลางสนามหญ้า และเพียงแค่เขามองอยู่ไกลๆ ก็เหมือนว่าเขาจะสามารถมองเห็นกลุ่มคนที่ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรกัน หลบอยู่หลังตัวอาคารตรงนั้นอีกที


และยิ่งเขาวิ่งเข้าไปใกล้เท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเห็นใบหน้าของผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มนั้นที่กำลังบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ได้อย่างชัดเจน


คนๆ นั้นคือเจียงซูซิน


ในหัวของเชียนซีคล้ายจะมีสัญญาณเตือนดังขึ้นมาในทันที มันทำให้ขาของเขายิ่งสับเร็วขึ้นอีก เร็วจนน่ากลัวว่าอาจจะขาพันกันล้มได้ง่ายๆ แต่เขากลับไม่แม้แต่จะสนใจ วิ่งตรงเข้าไปหาจุดที่เขาไม่อาจแม้แต่จะละสายตาไปได้อย่างเดียว จนในที่สุด เขาก็เข้ามาใกล้มากพอจนสามารถได้ยินเสียงของเจียงซูซินได้อย่างชัดเจน


“คนอย่างแกมีอะไรดีกว่าฉันกันฮะ!!? เสนียดอย่างแกคิดว่าจะทำให้เชียนซีหลงไปได้ซักกี่น้ำกัน!!!”


เพี๊ยะ!!!


เสียงนั้นดังมากพอจะทำให้เชียนซีสะดุ้ง ตัดสินใจหลบเข้ามาที่หลังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นสถานการณ์ทุกอย่างได้อย่างชัดเจน แล้วลอบมองสถานการณ์จากตรงนั้น


ทว่าสิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เขาเบิกตากว้างขึ้น ทั้งยังแทบจะทนยืนอยู่ตรงนี้ต่อไปไม่ได้อีก


เพราะร่างโปร่งบบางที่ถูกผู้ชายร่างสูงใหญ่สองคนล็อคเอาไว้อยู่ก็คือคนที่เขากำลังตามหาที่อยู่ในสภาพที่ตัวเปรอะเลอะไปทั้งตัว


เชียนซีเม้มริมฝีปาก สังเกตดูผู้ชายสองคนนั้น และยังมีอีกหลายคนที่หลบอยู่ในเงาที่ตัวใหญ่พอๆ กับกลุ่มที่เคยมาดักกระทืบเขาถึงที่โรงเรียน ตอนนั้นขนาดเขามีสภาพครบสมบูรณ์ยังทำอะไรไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่อาการยังไม่หายดี หรือแม้แต่จวิ้นข่ายเลย


แต่จะให้เขาทนมองแบบนี้เขาก็ทำไม่ได้เหมือนกัน…


เชียนซีเม้มริมฝีปาก สุดท้ายแล้วก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาหมิงฮ่าว หวังให้อีกฝ่ายทำอะไรสักอย่างเพราะตอนนี้เขาถูกความร้อนรนทำเอาหัวสมองตื้อไปหมดแล้ว


แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอาโทรศัพท์แนบหูทั้งๆ ที่กดโทรออกไปแล้ว ไหล่ของเขาก็กลับถูกคว้าเอาไว้เสียก่อน


“เฮ้ย ทำอะไรอยู่วะไอ้หนู”


“...” มันเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ เพราะเขายังไม่ทันจะได้หันไปมอง ลมวูบหนึ่งที่เกิดจากการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วก็กลับทำให้เชียนซีต้องรีบก้มตัวลงพร้อมกับล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุม สวมสนับมือแล้วสวนหมัดกลับไปให้อีกฝ่ายในเสี้ยววินาที


เม็ดตะปูตอกใส่โหนกแก้มของอีกฝ่ายที่ไม่ทันได้ตั้งตัวทันทีจนเซไปหลายก้าว แต่เขายังไม่ทันจะได้เข้าไปซ้ำออีกสักรอบ เสียงจากด้านหลังก็กลับดังขึ้นเสียก่อน


“เฮ้ย! จับมัน!!” สิ้นเสียง คนพวกนั้นก็พากันกรูเข้ามา กลายเป็นว่าเขาตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบเต็มประตู ปล่อยหมัดออกไปแม้จะอัดอีกฝ่ายได้ แต่เขาเองก็ต้องคอยหลบหมัดไปด้วย หลบไม่ได้ก็ถูกทั้งอัดทั้งถีบ ร่างปลิวไปมาราวกับกระสอบทราย เจ็บระบมไปทั้งตัว


จนสุดท้าย เขาที่อาการบาดเจ็บยังไม่หายสนิทดีก็หมดสภาพ ทรุดร่างลงกับพื้นอย่างสิ้นเรี่ยวแรง ได้แต่ปล่อยให้คนพวกนั้นลากเขาเข้าไปหาเจียงซูซินเท่านั้น


ตุบ!


คนพวกนั้นแทบจะโยนร่างเขาลงกับพื้น ปล่อยให้เขาเป็นฝ่ายดันร่างของตนเองขึ้น มองไปรอบๆ สบสายตากับเจียงซูซินที่เบิกตากว้างอย่างตื่นตระหนก เหมือนไม่นึกว่าเขาจะมาอยู่ตรงนี้ได้


เชียนซีแค่นยิ้มใส่ ดันตัวเองจนลุกขึ้นยืนได้สำเร็จ จ้องอีกฝ่ายอยู่ได้ไม่นาน เขาก็แทบจะทนมองอีกฝ่ายต่อไปไม่ไหว


“เธอคิดว่ากำลังทำอะไรงั้นเหรอ?”


“เชียนซี…”


“ยังจำกันได้ด้วยเหรอ เจียงซูซิน”


“...”


“เชียน...ซี…” เสียงอ่อนระโหยที่ดังมาขากด้านหลังทำให้เชียนซีรีบหันกลับไปหาร่างของจวิ้นข่ายที่ถูกปล่อยให้ลงไปกองกับพื้นแล้ว มันทำให้เขารีบเข้าไปรั้งร่างแบบบางนั้นเข้ามาในอ้อมแขน สำรวจสภาพของจวิ้นข่ายที่สะบักสะบอมหนักกว่าเดิมแล้วเขาก็แทบจะเลือดขึ้นหน้า


“เสี่ยวข่าย เป็นยังไงบ้าง ฉันอยู่นี่แล้วนะ ไม่เป็นไร”


จวิ้นช่ายได้แต่เอนหัวพิงอกของเชียนซีอย่างเงียบๆ หลับตารับสัมผัสของฝ่ามือที่ลูบลงมาบนใบหน้า แม้ร่างกายจะรู้สึกเจ็บ แต่เขาก็ยังพอจะยิ้มออกมาเพื่อให้เชียนซีสบายใจขึ้นได้บ้าง


แต่แน่นอนว่าเชียนซีไม่อาจจะสบายใจขึ้นได้ เขาเกลี่ยเลือดออกจากมุมปากของจวิ้นข่ายเบาๆ แห็นอีกฝ่ายมุ่นคิ้วเข้าหากันทีหนึ่ง ก่อนจะฝืนส่งยิ้มมาให้เขาอีก เห็นแบบนี้แล้ว เชียนซีก็แทบคุมอารมณ์โกรธของตัวเองไม่อยู่


“เชียนซี มันมีอะไรดีเธอถึงได้หลงมันขนาดนี้น่ะ ฮะ!!?”


“มีอะไรดี? เจียงซูซิน เธอยังจะกล้าถามอีกเหรอ? เธอทำให้คนเดือดร้อนมาเท่าไหร่ เธอยังไม่รู้ตัวอีกหรือไง!!?” เชียนซีได้แต่กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น ดวงตาคมวาวโรจน์ขณะมองเด็กสาวคนตรงหน้าที่กำลังมองมาทางเขา


เจียงซูซินกำมือแน่น แน่นเสียจนขึ้นข้อขาว ยิ่งเมื่อเห็นว่าอี้หยางเชียนซีมองเธอกลับมาด้วยสายตาแบบไหน เส้นความอดทนของเธอก็ถึงกับขาดผึง!!


“พวกแก...เอามันให้ตาย!”


“ครับ!”


เชียนซีเบิกตากว้างขึ้น รีบรั้งร่างของจวิ้นข่ายเข้ามาในอ้อมแขน กดศีรษะของอีกฝ่ายให้ซุกอยู่กับอกของเขา ก่อนที่คนพวกนั้นจะเข้ามาลงมือลงเท้ากับพวกเขา


“เชียนซี!” จวิ้นข่ายได้แต่ร้องอยู่ในอ้อมแขนของอีกคน เงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมที่กำลังกัดฟันทนไม่ส่งเสียงร้องออกมา เขามองเห็นมือและเท้าหลายข้างที่กระแทกลงบนหลังของเชียนซีไม่หยุด และสิ่งที่เขาได้เห็นก็กำลังทำให้นน้ำตาของเขาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว


“พอ!! พอแล้ว!!! ขอร้อง ได้โปรด พอแล้ว!!!!!” จวิ้นข่ายพยายามจะยกมือขึ้นกันและปัดมือเท้าทุกข้างที่กระแทกลงบนร่างของคนตรงหน้า แต่เขาไม่อาจแม้แต่จะทำได้เมื่อเชียนซีใช้มือข้างหนึ่งรั้งมือของเขาเอาไว้ไม่ให้ยื่นออกไปจนเจ็บตัว ขณะที่อีกข้างก็คอยกระชับกอดให้แน่นขึ้นจนเขาไม่มีแม้แต่โอกาสจะดิ้นได้หลุด


แต่เขาไม่อยากเห็นเชียนซีเป็นแบบนี้...เขาไม่อยากเห็นเชียนซีเจ็บ...ไม่อยาก…


น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่ได้ เขาได้แต่มองใบหน้าคมที่จนถึงตอนนี้ไม่อาจแม้แต่จะทนเก็บอาการณ์ได้ไหวแล้ว เขามองเห็นคิ้วเข้มขมวดมุ่น ได้ยินแม้กระทั่งเสียงจากในลำคอของเชียนซีที่ดังออกมาตามแรงกระแทก และการที่เขาได้แต่มองแบบนี้ มันก็ทำให้เขารู้สึกช่างเจ็บปวดในหัวใจเหลือเกิน


“เชียนซี...เชียนซี...พอแล้ว พอแล้ว...ฮือ…”


“เสี่ยวข่าย...ไม่เป็นไร อั่ก!”


“เชียนซี!”


“ทางนั้นเลยครับ ทางนั้น!!!!” อยู่ๆ เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังเข้ามาใกล้ ส่งให้สถานการณ์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มือเท้าทั้งหมดที่กำลังรุมกระทืบลงมาถึงกับหยุดชะงัก ก่อนที่ความวุ่นวายจะเกิดขึ้นพร้อมกับการที่คนพวกนั้นทั้งหมดต่างวิ่งหนีกระจายตัวแตกฮือกันไปอย่างรวดเร็ว


และทันทีที่คนพวกนั้นวิ่งห่างออกไปกันหมด ร่างของเชียนซีก็ถึงกับสิ้นเรี่ยวแรงล้มลงกับพื้นในทันที


“เชียนซี...เชียนซี!!!” สิ่งสุดท้ายที่เขามองเห็น ก็คือใบหน้าของจวิ้นข่ายที่เต็มไปด้วยน้ำตาและความตื่นตระหนกที่พยายามจะเข้ามาหาเขาทั้งๆ ที่สภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย ทำได้เพียงพยายามจะคลานเข้ามาหาเขาเท่านั้น…


...เสี่ยวข่าย…

เปลือกตาสีอ่อนค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ทันทีที่แสงสีขาวกระทบดวงตา เขาก็จำต้องหลับตาลงอีกครั้งเพื่อที่จะให้สายตาของตนเองค่อยๆ ปรับสายตาเข้ากับแสงได้


“เชียนซียังไม่ฟื้น อย่าให้เขามาเลยจะดีกว่าไหม…อ่า...เอางั้นเหรอ..ได้ ฉันจะช่วยดูแลให้นะ” เสียงพูดคุยที่เขาค่อนข้างจะคุ้นเคยดังเข้ามาในหู แต่เท่าที่ฟังจากบทสนทนา คาดว่าคนพูดน่าจะคุยกันทางโทรศัพท์เสียมากกว่า


แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ปรับสายตาจนสามารถลืมตาขึ้นมาได้ เสียงประตูห้องก็เปิดขึ้นเสียก่อน


“พี่หมิงฮ่าว”


“อ่า มาแล้วเหรอ เขายังไม่ฟื้นเลย”


“ครับ...ตั๋วเกอบอกแล้ว…”


“นายเองก็ยังไม่หายดี ไม่น่าฝืนมาแบบนี้”


“ผมถึงได้นั่งวิลแชร์มาไงครับ อีกอย่าง ผมก็อยู่ห้องข้างๆ นี่เอง แค่นี้คงไม่เป็นไรหรอกครับ”


“เฮ้อ นายนี่ดื้ออย่างที่ตั๋วบอกจริงๆ ให้ตายเถอะ งั้น นายอยากกินอะไรหน่อยไหม? เมื่อกี้ฉันปลอกแอปเปิ้ลไว้อยู่ ซักชิ้นไหม?”


“ไม่เป็นไรครับ พี่ทำตัวตามสบายเถอะครับ ไม่ต้องสนผมก็ได้”


“...”


เชียนซีได้แต่นิ่งฟังบทสนทนาระหว่างทั้งสองคน ได้ยินเสียงคล้ายมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ด้วยล้อ คาดว่าน่าจะเป็นเสียงของวิลแชร์อย่างที่จวิ้นข่ายพูด ก่อนจะรู้สึกได้ถึงสัมผัสของฝ่ามือเล็กที่ค่อยๆ พยุงมือของเขาเข้าไปในฝ่ามือเบาๆ


“...”


“...”


ไม่มีใครพูดอะไร มันทำให้เชียนซีรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อยที่จะต้องทนอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ เขาอยากจะมองหน้าเสี่ยวข่ายจะแย่ อยากรู้ว่าเจ้าตัวไม่เป้นอะไร อยากเห็นด้วยตาตัวเองว่าอีกฝ่ายปลอดภัยดี จนสุดท้ายเขาก็ไม่คิดจะรอให้สายตาปรับแสงได้ แล้วเปิดตาของตนเองขึ้นในที่สุด


“เชียนซี!” ทันทีที่อีกฝ่ายเห็นว่าเขาลืมตาขึ้น แม้จะมองเห็นได้เพียงภาพเบลอๆ แต่เขาก็พอจะรู้ได้ว่าจวิ้นข่ายพยายามจะลุกออกมาจากวิลแชร์ แต่เมื่อไม่มีคนช่วยพยุง จวิ้นข่ายก็ทำได้เพียงส่งเสียงในลำคอพร้อมกับทรุดร่างกลับลงไปจนหมิงฮ่าวที่อยู่อีกด้านรีบเข้าไปช่วยพยุง


“เสี่ยวข่าย...อย่าฝืน…”


ไม่นึกว่าเสียงของเขาที่ดังออกไปจะแหบแห้งขนาดนี้ อีกทั้งร่างกายก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรงจนได้แต่นอนนิ่งอยู่กับที่จนแม้ใจจะอยากลุกไปรั้งร่างของจวิ้นข่ายเข้ามาในอ้อมแขนมากแค่ไหนก็ทำอย่างใจนึกไม่ได้


“เชียนซี ดื่มน้ำก่อน” หมิงฮ่าวรีบเข้ามาช่วยรินน้ำ ก่อนจะพยุงร่างของคนเจ็บที่นอนอยู่บนเตียงขึ้นมาให้อยู่ในท่าที่จะสามารถดื่มน้ำเข้าไปได้โดยไม่สำลัก


“รู้สึกยังไงบ้าง? นายทำฉันเป็นห่วงแทบตาย กะว่าถ้าวันนี้นายไม่ตื่นฉันจะโทรบอกคุณลุงคุณป้าให้บินมาดูนายแล้ว”


“เวอร์อ่ะพี่ ผมไม่ได้เป็นอะไรขนาดนั้น…”


“แต่นายหลับไปหนึ่งวันเต็มๆ เลยนะ” เสียงของจวิ้นข่ายทำให้เชียนซีเลื่อนสายตากลับลงไปมอง เห็นสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ของจวิ้นข่ายแล้วเขาก็ยิ่งอยากจะลุกขึ้นไปกอดปลอบ แต่เมื่อดูจากสภาพทั้งของตัวเขาและจวิ้นข่ายแล้ว สุดท้ายจึงได้แต่ตัดใจนอนอยู่นิ่งๆ แบบนี้


“ฉันก็ตื่นแล้วนี่ไง...แล้วนายล่ะ เป็นยังไงบ้าง?”


“ฉันยังเบากว่านายเยอะ”


“แต่ก็ยังต้องนั่งวิลแชร์”


“...”


“ไม่ต้องกังวลหรอกน่า ฉันไม่เป็นไร”


“อือ”


หมิงฮ่าวได้แต่มองสองคนสลับไปมา รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นอากาศธาตุไปชั่วขณะ กระทั่งเชียนซียกมือขึ้นสะกิดนั่นล่ะ เขาถึงได้รู้สึกว่าตัวเองยังมีตัวตนในสายตาน้องๆ บ้าง


“หมิงฮ่าวเกอ หิวอ่ะ”


“แน่ะ ตื่นมาก็ใช้เลย เออๆๆ อยู่กันสองคนไปก่อนละกัน เดี๋ยวฉันกลับมา” หมิงฮ่าวจงใจเบ้ปากใส่ ก่อนจะรีบถือโอกาสนี้ชิ่งออกไปด้านนอก ท่าทางตอนที่อีกฝ่ายรีบออกไปมันดูน่าตลกเสียจนจวิ้นข่ายที่มองตามเผลอหลุดขำ ซึ่งนั่นทำให้เชียนซีเผลอยิ้มตามไปด้วย


“ยิ้มได้แล้ว คงไม่มีอะไรให้ต้องห่วงแล้วจริงๆ”


“ฉันหายก่อนนายแน่”


“อ่าฮะ” เชียนซีเผยยิ้มขำกับใบหน้าเรียวที่จงใจเชิดขึ้นเล็กๆ แม้จะยังปรากฏรอยช้ำอยู่บนใบหน้า แต่ท่าทางแบบนั้นมันน่าเอ็นดูมากจริงๆ ในสายตาของเขา


ก๊อกๆๆ


“วัดความดันค่ะ”


“ครับ” เชียนซีเอ่ยตอบไป ปล่อยให้จวิ้นข่ายค่อยๆ ถูกพาออกไปนั่งอยู่อีกด้านด้วยฝีมือของพยาบาล เห็นเครื่องวัดความดันสองเครื่องก็พอจะรู้ว่าหมิงฮ่าวคงจะบอกพยาบาลไว้ว่าพวกเขาอยู่ด้วยกัน


ระหว่างที่กำลังวักความดัน อาหารก็ถูกเอามาวางไว้บนโต๊ะใกล้ๆ แล้ว ในตอนที่วัดความดันเสร็จ พยาบาลก็ช่วยดึงเอาโต๊ะทานข้าวเข้ามาให้ พร้อมกับปรับเตียงให้ตั้งขึ้นจนพอเหมาะให้เขาสามารถจัดการกับอาหารได้ด้วยตนเอง ขณะที่จวิ้นข่ายถูกพาเลื่อนเข้ามานั่งอยู่ข้างเตียงอีกครั้ง


พวกเขาแค่ยิ้มให้กันบางๆ ก่อนที่จวิ้นข่ายจะบอกให้เชียนซีรีบทานอาหารตรงหน้า ขณะที่จวิ้นข่ายหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดเพลงเบาๆ ให้ดังคลอไปในห้อง

สามสี่วันต่อมา ในที่สุดพวกเขาทั้งสองคนก็อาการหายสนิทดี แม้จะยังมีรอยช้ำตามตัวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รุนแรงจนมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน


โรงเรียนเองก็เปิดแล้ว ข่าวใหม่ในห้องของจวิ้นข่ายคือการที่ถูกเปลี่ยนอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ แต่ข่าวที่ใหญ่กว่านั้นกลับเป็นเรื่องของเจียงซูซินที่เหมือนว่าจะถูกไล่ออกเพราะโดนทัณฑ์บน


เสียงซุบซิบนินทาในห้องเปลี่ยนจากเรื่องของเขาที่ก็ไม่รู้ว่าใครไปขุดคุ้ยมาพูดได้ทุกวี่ทุกวัน กลายเป็นเรื่องของเจียงซูซินในพริบตา ขณะที่เขาเริ่มมีเพื่อนใหม่ๆ นอกจากเชียนซีที่หาเรื่องมาหาเขาได้ทุกพัก ก็คือหวังหยวนที่ติดสอยห้อยตามมากับเชียนซีบ้างเป็นครั้งคราว


“วันนี้นายไปกินข้าวที่โรงอาหารกับกลุ่มพวกเราดีไหม?” พอได้รู้จักกันมากขึ้น หวังหยวนก็เริ่มยิ้มง่ายขึ้น รอยยิ้มกว้างๆ ของหวังหยวนกลายเป็นสีสันใหม่ให้จวิ้นข่าย และพาให้เขายิ้มตามไปด้วย แต่วันนี้ คำชวนที่ถูกเอ่ยออกมาเป็นครั้งแรกกลับทำให้จวิ้นข่ายรู้สึกแปลกใจจนต้องเลื่อนสายตาไปมองเชียนซีอย่างอดไม่ได้


แต่เชียนซีกลับพยักหน้าให้กับเขาพร้อมรอยยิ้มบางๆ


“เอ่อ...จะดีเหรอ…?”


“ได้สิ ไม่เป็นไรหรอกน่า”


“แต่…”


“นะ มานั่งด้วยกัน อีกอย่างนะ” ว่าพลางหวังหยวนก็กวาดสายตาไปมองรอบๆ ห้อง เจาะจงถลึงตาใส่เพื่อนทุกคนในห้องของจวิ้นข่ายเป็นรายตัว ก่อนจะจงใจพูดในระดับเสียงที่ดังขึ้น “ใครมันยังไม่เลิกพูดเรื่องแย่ๆ ของคนอื่นก็จะได้รู้ไปเลยว่านายไม่ได้เหมือนกับที่ชอบนินทากัน พูดเองเป็นเองไม่รู้ด้วยน้า”


“หยวน” จวิ้นข่ายรีบตีมืออีกฝ่ายที่กำลังลอยหน้าลอยตาเบาๆ แต่หวังหยวนกลับไม่ได้สนใจ ซ้ำยังยิ้มกว้างขึ้นเสียอีก


“หยวน กลับห้องกันดีกว่า เดี๋ยวก็ได้เวลาเข้าห้องแล้ว”


“อื้ม โอเค อย่าลืมนะ กลางวันนี้ไปเจอกันที่โรงอาหาร” ว่าจบทั้งเชียนซีและหวังหยวนก็พากันเดินออกไปจากห้องเรียนของเขา ขณะที่จวิ้นข่ายทำได้เพียงโบกมือลาจนกระทั่งทั้งสองคนหันหลังไปนั่นล่ะ เขาจึงได้หันกลับมานั่งก้มหน้าก้มตาอยู่กับโต๊ะเรียนของตนเองอีกครั้ง

ในตอนพักกลางวัน มันเป็นครั้งแรกที่หวังจวิ้นข่ายลงไปที่โรงอาหาร แทนที่จะไปหาที่นั่งหลบเงียบๆ กินข้าวกล่องที่ทำเองอย่างเคย เขากอดกล่องข้าวของตนเองเอาไว้แนบอก ขณะที่ดวงตาคู่สวยเลื่อนมองไปรอบๆ เพื่อมองหาไม่เชียนซี ก็หวังหยวน กระทั่งเขามองเห็นหวังหยวนที่กำลังโบกมือมาให้ ลำขาเรียวยาวจึงได้รีบสาวเท้าเข้าไปหา


“หยวน”


“ไง มาๆ นั่งๆๆ”


“...” จวิ้นข่ายมองไปรอบโต๊ะ เห็นเพื่อนๆ บนโต๊ะแต่ละคนกำลังมองมาทางเขา ความรู้สึกอึดอัดทำให้ริมฝีปากบางอิ่มเผลอเม้มเข้าหากัน และท่าทีแบบนั้นก็ทำให้ทั้งเชียนซีและหวังหยวนอดที่จะมองหน้ากันไม่ได้


“เสี่ยวข่าย นั่งลงก่อนเถอะ มา” ว่าพลาง เชียนซีก็ขยับลุกขึ้นแล้วรั้งร่างแบบบางให้เข้ามานั่งระหว่างตัวเขากับหวังหยวน ท่าทีอึดอัดกระอักกระอ่วนของจวิ้นข่ายจึงได้ลดลงบ้างเล็กน้อย


“นายเอาข้าวกล่องมาใช่ไหม? แบ่งฉันด้วยสิ” ว่าพลางเชียนซีก็เหลือบมองกล่องข้าวในมือของจวิ้นข่ายพลางเผยยิ้มบางๆ เพื่อให้จวิ้นข่ายรู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง กระทั่งจวิ้นข่ายวางกล่องข้าวลงและเปิดมันออก คนอื่นๆ บนโต๊ะก็ถึงกับชะเง้อหน้ามามองทันที


“ว้าว น่ากินสุดๆ อ่ะ! นี่ๆๆๆ เสี่ยวหม่าเกอ อันนี้น่ากินกว่าซุปที่นายทำอีกอ่ะ!!!” คนที่ตัวเล็กที่สุดโหวกเหวกขึ้นมาทันทีพร้อมกับหันไปทางเจ้าของชื่อเรียกที่ยู่หน้าใส่คนพูดทีหนึ่งอย่างอดไม่อยู่


“นี่ย่าเซวียน เงียบๆ หน่อยได้ไหม อีกอย่างนะ เหมือนกันที่ไหนอ่ะ ของผัดจะเอามาเทียบกับซุปได้ไง”


“แบร่” เจ้าของชื่อย่าเซวียนแลบลิ้นใส่อีกฝ่าย ก่อนจะหันไปสะกิดคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ยิกๆ ด้วยความตื่นเต้น “นี่ๆๆ เย่าเหวินๆ ดูดิๆ”


“เห็นละๆ น้ำลายสออยู่”


บทสนทนาที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้จวิ้นข่ายมองไปมาอย่างงงงวย แต่เมื่อเห็นท่าทีของแต่ละคน โดยเฉพาะย่าเซวียนที่ดูจะตื่นเต้นกว่าใคร กับเย่าเหวินที่เอาแต่มองของในกล่องข้าวเขาพร้อมกลืนน้ำลายเป็นพักๆ แล้ว สุดท้ายเขาก็หลุดขำออกมาจนได้


เสียงหลุดขำของจวิ้นข่ายทำให้ทุกคนในโต๊ะต่างจ้องมองท่าทีของอีกฝ่าย แต่ในวินาทีถัดมา ทั้งโต๊ะก็เริ่มมีแต่เสียงหัวเราะ


“ฉันจะแนะนำให้รู้จักแต่ละคนนะเสี่ยวข่าย”


“อื้อ”


“นี่ติงเฉิงซิน” ว่าจบ เชียนซีก็ผายมือไปทางคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ตนเอง จวิ้นข่ายหันไปมอง เห็นอีกฝ่ายยิ้มตอบกลับมา รอยยิ้มบนใบหน้าของจวิ้นข่ายก็ยิ่งกว้างขึ้นอีก


“คนที่นั่งถัดไปคือเหยาจิ่งหยวน” เจ้าของชื่อยิ้มบางๆ พลางค้อมหัวให้เขาทีหนึ่ง จวิ้นข่ายจึงรีบค้อมหัวตอบ ก่อนจะถูกมือของเชียนซีที่ผายไปทางฝั่งตรงข้ามเรียกให้หันตามไป


“จากซ้ายไปขวา หม่าเจียฉี ซ่งย่าเซวียน และหลิวเย่าเหวิน”


“ยินดีที่ได้รู้จัก~” ย่าเซวียนโบกมือไปมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ท่าทางสดใสของย่าเซวียนทำให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาดูผ่อนคลายจนไม่หลงเหลือความอึดอัดในตอนแรกเลยสักนิด


จวิ้นข่ายเผยยิ้มที่กว้างที่สุดอย่างที่เขาไม่เคยทำมาก่อนตั้งแต่ที่ต้องแบกรับเรื่องราวแย่ๆ ทั้งหมดนั้นเอาไว้บนบ่า มองไปทางหวังหยวนที่กำลังหัวเราะกับท่าทางตลกๆของย่าเซวียน ก่อนจะหันกลับมามองใบหน้าของเชียนซีที่ก็กำลังเผยยิ้มบางๆ กลับมาให้


เขารู้สึกขอบคุณ ขอบคุณเชียนซีที่เข้ามาในชีวิตเขา ที่ทำให้ชีวิตของเขาหลุดออกมาจากวังวนแย่ๆ พวกนั้น


เขาต้องขอบคุณ...ขอบคุณจริงๆ เชียนซี...






------------------- #ficLustQK ------------------

จบแล้นนนนนน หวานมั้ยไม่รู้ แต่สำหรับเรานี่คือการจบที่ดีที่สุด เพราะเสี่ยวข่ายได้แก้ปมปัญหาทุกอย่างแม้แต่เรื่องเพื่อน
ตอนแรกก็คือเรามึนมาก จะเอาใครมาใส่ดี สุดท้ายก็นึกถึง TYT ก็เลยต้องไปนั่งหาข้อมูล
สร้างงานสร้างอาชีพกันไปค่ะ ฮ่าๆๆๆ

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

[SF QianKai] Hate 3

[SF QianKai] Hate 2