fic TFBOYS [QianKai] Lust 4





จวิ้นข่ายมองดูเพื่อนที่ทยอยกันออกไปจากห้องเรียนหลังจากที่ครูสั่งเลิกเรียน เขายังเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมง ก่อนจะถึงเวลาที่เขียนอยู่ในกระดาษ

เขาควรจะทำยังไง…

ริมฝีปากบางอิ่มถูกเม้มเข้าหากันทั้งๆ ที่สองมือกอดกระเป๋าเรียนของตนเองแน่น เขาไม่อยากทำอีกแล้ว แต่เขาก็ไม่อยากจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือบานปลาย ถ้าอย่างนั้นเขายังจะทำอะไรได้อีก…

“หวังจวิ้นข่าย”

“!?” ร่างบางสะดุ้งเฮือกทันทีที่ถูกเรียกพร้อมกับใบหน้าตื่นๆ ที่หันไปทางตันเสียง เห็นใบหน้าที่กำลังเบิกตากว้างของคนที่เรียกแล้ว เขาจึงได้รีบสูดหายใจเข้าเพื่อที่จะได้สงบสติอารมณ์ตนเอง

“นายโอเคไหม?”

“ห...หือ…? โอเค...ฉ...ฉันโอเค” จวิ้นข่ายรีบปั้นยิ้มให้อีกฝ่าย แต่เขาไม่มีทางรู้ตัวว่ารอยยิ้มของเขาในตอนนี้มันดูขื่นเต็มฝืนขนาดไหน

“แน่ใจนะ?” เหมือนว่าอีกฝ่ายจะยังไม่วางใจเท่าไหร่ ยิ่งเห็นท่าทีของจวิ้นข่ายแล้วเขาก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ แต่สิ่งที่หวังจวิ้นข่ายทำกลับเป็นเพียงการรีบพยักหน้า

“ฉันไม่เป็นไรจริงๆ ว่าแต่...นายมีอะไรหรือเปล่า?”

“อ้อ ฉันลืมไปว่าฉันยังไม่ได้แนะนำตัวน่ะ ฉันชื่อหวังหยวน อยู่ห้องเดียวกับเชียนซี” ว่าจบอีกฝ่ายก็ก้มลงหยิบเอกสารทั้งชีทและเล็คเชอร์ออกมาจากในกระเป๋า “ส่วนนี่ก็งานและเล็คเชอร์ทั้งหมดของวันนี้ ฉันไม่เห็นนายตอนเลิก ก็เลยเอามาให้”

“ขอบใจ” ฝ่ามือเล็กยื่นไปรับของทั้งหมดนั้นมา ก่อนจะส่งยิ้มให้อีกฝ่าย ซึ่งครั้งนี้กลับกลายเป็นว่าหวังหยวนส่งยิ้มกลับมาให้ทีหนึ่ง

“ฉันไปล่ะ”

“อื้อ กลับบ้านดีๆ”

“นายก็ด้วย”

จวิ้นข่ายมองส่งคนตัวเล็กกว่าจนอีกฝ่ายลับสายตาไป ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือที่สวมอยู่แล้วก็พบว่าเขาเหลือเวลาอีกสิบห้านาทีเท่านั้น

ไม่มีทางเลือกอื่นให้เขาแล้วจริงๆ…



ลำขาเรียวมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องวิทยาศาสตร์ชั้นสาม ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะเลื่อนขึ้นมองป้ายห้องที่ถูกติดไว้อยู่ข้างบานประตู ความกลัดกลุ้มทำให้ขาของจวิ้นข่ายสั่นอย่างไม่อาจจะควบคุม ไม่กล้าเดินขึ้นหน้า แต่ก็ไม่กล้าเดินถอยหลัง ได้แต่ยืนอยู่กับที่เม้มริมฝีปากแน่นด้วยความกังวล

เขาไม่ควรมาอยู่ตรงนี้ เขาสัญญากับเชียนซีแล้วว่าเขาจะหยุด เขาจะเลิกทำแล้วไม่ใช่เหรอ เขาควรจะเห็นแก่ตัวให้มากกว่านี้ เขาไม่ควรที่จะต้องมาผิดสัญญากับเชียนซีใช่หรือเปล่า เขาควรที่จะทำเพื่อตัวเองแล้วใช่ไหม...

หวังจวิ้นข่ายไม่เคยคิดลังเลขนาดนี้มาก่อน แน่นอนว่าหากถามใจเขา เขาไม่มีทางอยากจะทำมากไปกว่านี้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าวันนี้เขาไม่มา แล้วหลังจากนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ…

เพื่อนทั้งห้องที่อาจเดือดร้อน เชียนซีที่อาจเดือดร้อน…

ไม่ได้ เขาเห็นแก่ตัวไม่ได้ เกิดเขาทำให้เชียนซีเดือดร้อนเพราะเรื่องนี้เขาคงไม่มีวันยกโทษให้ตัวเอง

เชียนซีดีกับเขาขนาดนี้แล้ว เขาจะเห็นแก่ตัวจนทำร้ายเชียนซีได้ยังไง

“จวิ้นข่าย ทำไมมายืนอยู่ตรงนี้ล่ะหืม?” เสียงที่ดังขึ้นริมหูพร้อมกับลมหายใจที่เป่ารดลงมาที่ซอกคอทำให้ร่างโปร่งบางของเขาสะดุ้งเฮือก กำลังจะขยับหนีออกมา แต่รอบเอวกลับถูกอีกฝ่ายรวบเอาไว้ พร้อมกับดึงให้แผ่นหลังของเขา รวมไปถึงสะโพกแนบกับร่างของอีกฝ่ายทั้งหมด

เขาถึงกับสัมผัสได้ถึงความแข็งขืนที่ดุนดันอยู่กับสะโพกของเขาได้อย่างชัดเจน…

มือของจวิ้นข่ายสั่นขึ้นมาจนแม้แต่จะถือกระเป๋านักเรียนเอาไว้ให้มั่นก็ยังทำไม่ได้ กระเป๋าใบนั้นร่วงลงไปกระแทกกับพื้นส่งเสียงหนักๆ ออกมา แต่ในเวลาแบบนี้ ไม่ว่าจะนักเรียนหรือครูก็ไม่มีใครอยู่บนตึกเรียนอีกแล้ว

“อา...หอมจริงๆ หวังจวิ้นข่ายของฉัน…”

“ค...ครูครับ…”

“หืม…?”

“ไม่ใช่ตรงนี้…”

“อา...นั่นสินะ” ว่าจบ ร่างของเขาก็ถูกรวบ บังคับดันให้เข้าไปในห้องวิทยาศาสตร์โดยไม่อาจแม้แต่จะขัดขืนใดๆ ส่วนกระเป๋านักเรียนของเขาก็ถูกอีกฝ่ายเตะตามเข้ามา ไม่มีแม้แต่โอกาสจะให้หลบ อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะปล่อยร่างของเขาออกจากอ้อมแขนเลยด้วยซ้ำ ทันทีที่ประตูถูกปิด ร่างของเขาก็ถูกดันให้ไปติดกับโต๊ะทดลองแบบกลุ่มที่อยู่ใกล้ๆ พร้อมกับมือที่กำขยำลงมาบนแผ่นอกของเขา

“เร็ว รีบถอดเสื้อผ้าออก” อีกฝ่ายไม่พูดเปล่า ยังเริ่มซุกไซร้คลอเคลียไปทั่วลำคอของเขา อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะพลิกร่างของเขาให้กลับไปเผชิญหน้าเสียด้วยซ้ำไป ความแข็งขืนนั่นราวกับจะแทงทะลุออกมาจากกางเกงของอีกฝ่าย ดุนดันเข้ามาในร่างของเขาทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ถอดกางเกงได้แล้ว เหตุการณ์แบบนี้ทำให้จวิ้นข่ายที่ไม่ได้เตรียมใจมาหวาดกลัวจับจิต และจิตใจที่ไม่อยากจะทำแบบนี้อยู่แล้วยิ่งต่อต้านเข้าไปอีกเมื่อบทสนทนาของเชียนซีกับเขาดังขึ้นมาในหัว

“...เสี่ยวข่าย เลิกได้ไหม อย่าเอาร่างกายของนายไปให้คนอื่น อย่าให้ใครได้เห็นนายแบบนี้อีกได้ไหม…”

“...นะ…”

“แต่ว่า…”

“เสี่ยวข่าย…”

“...ก็ได้…”

“ดีจัง”

เขากำลังทำผิดกับเชียนซี...กำลังทำลายคำสัญญาที่ให้ไว้…

เขาจะถูกเชียนซีเกลียดไหม…

เขา...จะกลายเป็นคนไม่รักษาคำพูดในสายตาของเชียนซีไหม…

แล้วหากเชียนซีรู้...เชียนซีจะยกโทษให้เขาหรือเปล่า…

เขา...ไม่อยากสูญเสียเชียนซีไป...ไม่อยาก...

“...ไม่…” เสียงของจวิ้นข่ายที่พูดออกไปสั่นอย่างไม่อาจจะควบคุม ทั้งกลัวทั้งรังเกียจ ผสมปนเปจนไม่รู้ว่าที่แท้แล้วความรู้สึกไหนกันแน่ที่มากกว่ากัน “...ผมไม่อยากทำ ไม่อยากทำอีกแล้ว…”

แรงสัมผัสหยาบโลนทั้งหมดบนร่างถึงกับหยุดชะงัก ลมหายใจที่เมื่อครู่แนบชิดคลอเคลียอยู่กับต้นคอของเขาถูกละออกไป แต่มือที่ยังคงกำขยำอยู่บนหน้าอกของเขากลับเหมือนจะกำแน่นขึ้น ทั้งยังจิกลงไปในเนื้อของเขาจนต้องนิ่วหน้า

“พูดอะไรออกมา?”

“ผมทำไม่ได้...ผมทำไม่ได้…” จวิ้นข่ายได้แต่ส่ายหน้า ขณะที่เขาสัมผัสได้ถึงอารมณ์โกรธของอีกฝ่ายที่กำลังมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาไม่อยากจะทำอีกแล้ว เขาทนมามากพอแล้ว พอแล้วจริงๆ

เขาทนกับเรื่องแบบนี้ไม่ไหวอีกแล้ว…

“หวังจวิ้นข่าย คิดว่าฉันมีทางเลือกให้อย่างนั้นเหรอ? ฮะ!!?” เสียงที่เต็มไปด้วยโทสะถูกแผดออกมาพร้อมกับมือที่พลิกร่างของเขาให้หันกลับไปเผชิญหน้า ก่อนจะกระแทกร่างของเขาลงกับโต๊ะ จนหลังของเขากระแทกเข้ากับสันแหลมของโต๊ะอย่างแรก

“อึก!”

“ไม่มี รู้ใช่ไหมว่าเธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธฉัน!!!!!” สิ้นคำ ฝ่ามือใหญ่นั่นก็ยื่นขึ้นมาทำท่าจะกระชากเสื้อนักเรียนของเขาออก จวิ้นข่ายที่เห็นแบบนั้นรีบยื้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้สุดชีวิต ขณะที่ร่างก็พยายามดิ้นหนีไปด้วย แต่แรงของเขากลับสู้แรงของอีกฝ่ายที่ตัวโตกว่าไม่ได้เลยสักนิด ยื้อกันอยู่ไม่นาน จวิ้นข่ายก็สัมผัสได้ถึงความพ่ายแพ้และเรื่องเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเขาได้แล้ว จนสุดท้าย แรงทั้งหมดที่แฝงมาด้วยโทสะของอีกฝ่ายก็ชนะเรี่ยวแรงของเขาพร้อมกับแรงที่กระชากเสื้อของเขาจนกระดุมทั้งหมดหลุดสะบั้น!

จวิ้นข่ายรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายถึงกับชะงักไปเกือบวินาที เขารีบถือโอกาสนี้จับสาบเสื้อให้ปกปิดร่างกายของตนเองแล้วตั้งท่าจะวิ่ง แต่ยังไม่ทันจะได้วิ่งไปไหน ฝ่ามือใหญ่พร้อมเรี่ยวแรงมหาศาลนั่นก็กลับจับหมับลงบนไหล่ของเขา มันแรงมากเสียจนเขาคล้ายจะได้ยินเสียงลั่นของกระดูกไหล่พร้อมความปวดที่ราวกับกระดูกกำลังจะถูกอีกฝ่ายบีบแหลกคามือ

“ใคร! มันเป็นใคร!!!!!!?” แรงเขย่ารุนแรงที่เกิดขึ้นถึงกับทำให้เขาหัวสั่นหัวคลอน หลังกระแทกกับขอบมุมของโต๊ะซ้ำๆ จนเจ็บระบม สถานการณ์นี้เลวร้ายรุนแรงกว่าที่เขาจะคาดเดาได้ ร่างของจวิ้นข่ายสั่นไปทั้งตัว ขาอ่อนยวบจนร่างทั้งร่างทรุดลงไปกับพื้น แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่หยุดมือ ร่างที่ทรุดลงไปกับพื้นของเขาถูกจับกระชากขึ้นมาใหม่ ก่อนจะถูกพลิกให้คว่ำหน้าลงกับโต๊ะ พร้อมกับแรงที่กดหัวเขาจนจมโต๊ะ

“ตอบมาสิ!! ตอบมา!!!!” ไม่ว่าเปล่า อีกฝ่ายยังเริ่มจับกระชากเสื้อนักเรียนสีขาวของเขาออก รวดเดียวเสื้อของเขาก็ร่นลงไปถึงครึ่งแผ่นหลัง แต่สิ่งที่ได้เห็นกลับยิ่งทำให้อีกฝ่ายเดือดดาลยิ่งกว่าเดิม

เพราะบนแผ่นหลังของจวิ้นข่ายเองก็เต็มไปด้วยรอยจ้ำสีแดงประดับอยู่เต็มไปหมด…

“หวังจวิ้นข่าย! ฉันบอกให้ตอบ!!!!” ร่างถูกบังคับพลิกกลับ ความหวาดกลัวจับจิตกับใบหน้าบิดเบี้ยวของอีกฝ่ายยิ่งทำให้จวิ้นข่านสั่นไปทั้งตัว แต่กระนั้นมือสั่นๆ ทั้งสองข้างก็ยังถูกยกขึ้นมาพนมอยู่ตรงหน้าทั้งๆ ที่ตัวสั่นไปหมด

“ขอร้องล่ะครับ...อย่าทำผม...ผมไม่ไหวแล้ว...ครู ผมขอร้องล่ะครับ...ผมกลัวแล้ว…” เสียงของหวังจวิ้นข่ายไม่เคยสั่นขนาดนี้ น้ำตาเอ่อคลอพร้อมจะถูกปล่อยออกมาได้ทุกเมื่อด้วยความหวาดกลัวที่เกิดขึ้น แต่การกระทำแบบนี้กลับไม่อาจแม้แต่จะเรียกความสงสารเห็นใจจากอีกฝ่ายได้ เขาเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายยิ่งบิดเบี้ยวยิ่งกว่าเดิม ก่อนที่ร่างทั้งร่างของเขาจะถูกกดลงกับโต๊ะอย่างแรง

ปึก!!

“อึก!!!”

“กล้ามาก หวังจวิ้นข่าย เธอกล้ามากที่ไปมีคนอื่นนอกจากฉัน!!!!!” ว่าจบอีกฝ่ายก็บังคับรั้งมือทั้งสองข้างของเขาขึ้นไปเหนือหัว รวบจับมือทั้งสองข้างของเขาไว้ด้วยมือเดียว สถานการณ์แบบนี้จวิ้นข่ายรู้แน่แล้วว่าเขาไม่มีทางที่จะรอดพ้นไปจากตรงนี้โดยสวัสดิภาพ ร่างบางเริ่มดิ้นอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร หรือต่อให้มือหลุดออกจากการจับกุมที่รุนแรงนั่นได้ข้างหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วก็ยังคงถูกจับกลับมา ขณะที่ทุกครั้งที่มือถูกจับรั้งเอาไว้ กางเกงของเขาก็จะยิ่งถูกบังคับดึงร่นลงไปเรื่อยๆ

“ไม่!!! ปล่อยผม!!! ปล่อยผม!!!!!!”

“คิดว่าดีดดิ้นแล้วใครมันจะมาช่วยเธอได้!!!!? ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันจะมาช่วยเธอหรือไง!!!!!!!”

เพี๊ยะ!!!!

แรงบันดาลโทสะของอีกฝ่ายถูกซัดตบลงบนใบหน้าของเขาทันที เลือดกบปากพร้อมกับรสชาติฝืดเฝื่อนและกลิ่นเลือดทำให้จวิ้นข่ายยิ่งหวาดกลัวหนัก ร่างบางสั่น แต่กระนั้นเขาก็กลับยิ่งดิ้นรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

“อย่า!!!!!!”

“หุบปาก!!!!!!!”

เพี๊ยะ!!!!!!

“อึก!!!” จวิ้นข่ายหน้าสะบัดไปอีกด้าน ความเจ็บระบมแผ่ซ่านไปทั้งซีกหน้า กลิ่นคาวเลือดยิ่งคลุ้งในโพรงปากมากยิ่งกว่าเดิมอีกเป็นเท่าตัว แต่กระนั้นเขาก็ยังมีแรงพอที่จะพยายามขัดขืนอีกฝ่าย

“พูดดีๆ ไม่ชอบ ชอบให้ใช้กำลังถูกไหม ฮะ!!!?”

เพี๊ยะ!!!!!!!!

“ไอ้ผู้ชายคนนั้นคงทำให้เธอเปลี่ยนรสนิยมสินะ!!!? อยากได้ความรุนแรง ฉันก็จะทำให้!!!!!”

เพี๊ยะ!!!!!!!!!!

แรงตบทุกครั้งแรงขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงตรงนี้จวิ้นข่ายก็ถึงกับเบลอไปหมดแล้ว เขาได้แต่กองอยู่กับโต๊ะนิ่งๆ ขณะที่อีกฝ่ายดึงกางเกงเขาเขาจนหลุดออกไปทั้งหมด

จวิ้นข่ายทำได้เพียงเลื่อนสายตาไปมองการกระทำของอีกฝ่ายที่เริ่มก้มลงคลอเคลียกับร่างกายของเขา แต่ทุกสัมผัสที่อีกฝ่ายแตะลงมา เขากลับพบว่ามันมีแต่จะทำให้ร่างกายของเขาเจ็บ อีกฝ่ายฝังคมเขี้ยวลงมาบนร่างของเขา แทบทั้งตัวที่ถูกกัด ถูกฝ่ามือใหญ่ตีลงมาเต็มแรงจนขึ้นรอยแดงเป็นปื้น แต่เขาก็ทำได้เพียงหลุดสะดุ้ง หวังจะรีบเก็บแรงทั้งหมดให้กลับมาได้เร็วที่สุด

หวังก็แค่ว่าเขาจะหนีได้พ้น...หนีไปจากเรื่องนี้…

ในตอนที่ริมฝีปากของอีกฝ่ายแนบลงกับต้นขาของเขา ในที่สุดจวิ้นข่ายก็สามารถรวบรวมแรงได้ในระดับหนึ่ง เขารีบยกขาอีกข้างเตะเสยใส่หน้าของอีกฝ่ายแล้วรีบพลิกตัวลงจากโต๊ะ หวังจะหนีไปไหนก็ได้โดยไม่สนใจอีกแล้วว่าร่างกายของเขามันอยู่ในสภาพกึ่งเปลือยไปแล้ว แต่ขณะที่มือกำลังจะแตะถึงบานประตู เส้นผมของเขาก็กลับถูกจับขยุ้ม แล้วดึงกลับเข้าไปในห้อง

“ฤทธิ์เยอะนักเหรอ ฮะ!!!!!?” หมัดลุ่นๆ ถูกซัดลงบนท้องของเขา แรงเสียจนเขาตัวงอ แต่อีกฝ่ายกลับยังไม่หยุด หมัดหนักๆ ถูกซัดลงบนร่างของเขามั่วซั่วไปหมดจนเขาต้องขดตัว ยกมือขึ้นมากุมหัว ไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้มองว่าที่เขาเตะอีกฝ่ายไปนั่นทำให้อีกฝ่ายเจ็บตัวได้บ้างไหม ร่างกายถูกซัดลงมาซ้ำๆ จนสุดท้ายเขาก็เจ็บระบมไปทั้งตัว และสิ้นเรี่ยวแรงลงจริงๆ

ใบหน้าถูกจับให้หันไปสบสายตากับอีกฝ่าย แต่ดวงตาของเขาตอนนี้พร่าเบลอพร้อมหลับได้ทุกเมื่อ จึงสามารถมองเห็นได้แต่เพียงว่าใบหน้าของอีกฝ่ายบิดเบี้ยวขนาดไหนเท่านั้น

“หึ! ไหนล่ะผู้ชายของเธอ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นจะโผล่หัวมาเลยสักนิด!” ว่าจบก็ปล่อยใบหน้าของจวิ้นข่ายออก หันไปจับขาเรียวขึ้นพาดบ่าของตนเอง ก่อนที่ความรู้สึกราวกับร่างกายกำลังจะถูกฉีกออกเป็นสองส่วนจะเรียกเสียงร้องอย่างเจ็บปวดให้ดังออกมาจากในลำคอของจวิ้นข่ายพร้อมกับแรงอันน้อยนิดที่พยายามจะขยับหนี แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร สุดท้ายแล้วร่างของเขาก็กลับยังถูกดึงให้แนบเข้ากับอีกฝ่าย รับเอาความแข็งขืนอันน่าขยะแขยงนั่นเข้ามาในร่างของเขาอยู่ดี

น้ำตาหยดออกมาจากหางตาอย่างไม่อาจจะห้ามได้อยู่

สุดท้ายแล้ว...เขาก็ยังผิดสัญญากับเชียนซีอยู่ดี…



จวิ้นข่ายแทบจะสิ้นเรี่ยวแรงเดินอยู่แล้ว สภาพของเขาตอนนี้เละเทะเกินกว่าที่เขาจะยอมรับตนเองได้จริงๆ เขาไม่รู้ว่าจะขอบคุณความมืดในเวลาเที่ยงคืนนี้ที่ช่วยทำให้เขาไม่ต้องทนสู้สายตาของคนบนถนนมากนัก หรือจะโทษที่มันยิ่งทำให้เขารู้สึกย่ำแย่ลงไปจนถึงขีดสุดดี

ร่างบางได้แต่กอดตัวเองแน่น แม้จะเดินเซไปมาเหมือนพร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อ แต่ขาทั้งสองข้างที่สั่นไปหมดก็ยังพยายามจะพาตนเองเดินต่อไปข้างหน้า เสื้อคลุมที่เขาใช้ปกปิดร่างกาย ไม่ได้ช่วยทำให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นเลยสักนิด เสื้อนักเรียนของเขาที่ได้แต่ใส่ลวกๆ อยู่ข้างในยิ่งราวกับกำลังตอกย้ำกับเขามากยิ่งกว่าเดิม

เขา...ผิดสัญญา…

Rrrrrr…

แรงสั่นในกระเป๋าเสื้อคลุม เรียกให้จวิ้นข่ายก้มลงหยิบโทรศัพท์มือถือโดยอัตโนมัติ แต่ชื่อของคนที่โทรมา กลับทำให้เขาละอายเกินกว่าที่จะกดรับได้ไหว…

อี้หยางเชียนซี…

จวิ้นข่ายได้แต่มองดูชื่อที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ เรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขาพยายามใช้พยุงร่างกายของตนเองมาตลอดทาง ในที่สุดก็หมดลงจนร่างบางต้องก้าวเข้าไปเกาะกำแพงใกล้ๆ ก่อนจะทรุดร่างลงกับพื้นพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาอีกครั้ง

“ฉันจะกล้ารับสายนายได้ยังไง...ฮึก...ฮือ…”

จวิ้นข่ายทำได้เพียงปล่อยให้เสียงโทรศัพท์ดังต่อไป มันยังดังติดต่อกันอีกหลายสาย แต่เขาไม่มีกะใจจะมองแล้วว่าที่แท้แล้วมีใครบ้างที่โทรหาเขา เขาได้แต่ซุกหน้าลงกับเข่า ปล่อยให้ขากางเกงซับน้ำตาแห่งความอัปยศของตนเองต่อไปแบบนี้…

ตึกๆๆ

“เจ้าเหมียว!!”

คำเรียกที่ดังขึ้นทำให้จวิ้นข่ายเงยหน้าขึ้นมอง และทันทีที่เขามองเห็นร่างสูงของหวังตั๋วที่กำลังวิ่งเข้ามาใกล้ ความอดทนทั้งหมดของเขาก็สิ้นสุดลงทันที

“ตั๋วเกอ...ตั๋วเกอ ฮืออออออ” จวิ้นข่ายได้แต่อ้าแขนให้หวังตั๋วเข้าไปหาถึงตัว รวบกอดร่างแบบบางที่ตอนนี้ดูบอบบางและเปราะบางอย่างน่าใจหาย น้ำตาที่นองหน้าของน้องชายทำให้หัวใจของหวังตั๋วปวดแปลบ ได้แต่กระชับกอดพลางลูบศีรษะปลอบร่างที่สั่นไปหมดของน้องชายด้วยสีหน้าที่เจ็บปวดไม่แพ้กัน

“ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไร พี่อยู่นี่”

“ฮึก..ฮือ…” จวิ้นข่ายได้แต่กอดพี่ชายแน่น ฝังใบหน้าลงกับแผ่นอกอุ่นของพี่ชาย ความเจ็บปวดทั้งหมดถูกกลั่นออกมาเป็นน้ำตามากมายที่หลั่งออกมาจากดวงตาที่ใครๆ ก็ว่ามันสวยคู่นั้น แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกว่ามันไม่น่ามองเลยสักนิด น้องชายของเขาไม่เหมาะกับน้ำตา และไม่ควรที่จะต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายจนต้องมาเสียน้ำตาแบบนี้

“ตั๋ว!” เสียงที่ดังขึ้นตามมานั้นไม่ได้เข้าหูของจวิ้นข่ายเลยสักนิด ฝ่ามือเล็กได้แต่กำเสื้อของพี่ชายแน่น หวังตั๋วที่รู้สึกได้จึงทำเพียงแค่กุมมือเล็กของน้องชายเอาไว้ ขณะที่หันกลับไปมองคนที่วิ่งตามเขามา

หมิงฮ่าวยืนอยู่ตรงนั้น ได้แต่มองภาพที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดเวลาที่เขารู้จักหวังตั๋วมา หวังตั๋วส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงบอกให้อีกฝ่ายอย่าเพิ่งพูดหรือถามอะไรเขาตอนนี้ หมิงฮ่าวจึงทำได้เพียงยืนรออยู่ห่างๆ หยิบมือถือขึ้นมาส่งข้อความไปหาเชียนซีที่ก็กำลังกระวนกระวายอยู่ที่หอพักว่าเจอตัวจวิ้นข่ายแล้วเท่านั้น

ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่กว่าจวิ้นข่ายจะสงบลง ตอนนี้จวิ้นข่ายดูตัวเล็กลงกว่าเดิมมาก ร่างแบบบางนั้นหลับไปทั้งๆ ที่ยังนั่งขดอยู่ในอ้อมกอดของพี่ชาย หวังตั๋วที่เห็นแบบนั้นจึงตัดสินใจกวักมือเรียกให้หมิงฮ่าวเข้ามาช่วยพยุงร่างของคนที่หลับไปแล้วให้ขึ้นมาบนหลังของเขา

และเป็นในตอนนั้นเองที่หมิงฮ่าวได้เห็นสภาพของจวิ้นข่ายอย่างชัดเจน

อาจเพราะเสื้อของจวิ้นข่ายไม่ได้รูดซิปและติดกระดุม ทันทีที่เขาช่วยจับ สาบเสื้อจึงได้แยกออกให้เขาได้เห็นสภาพร่างกายที่มีแต่ร่องรอยถูกทำร้ายเต็มไปหมด

“นี่มัน…”

“ไว้กลับไปถึงหอฉันจะเล่าให้นายฟัง”

“...”

หมิงฮ่าวได้แต่มองสีหน้าจริงจังของหวังตั๋วที่เขาไม่เคยเห็น ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า แต่สีหน้าของหวังตั๋วในตอนนี้นั้นมันเย็นเฉียบเสียจนน่าขนลุก

ระหว่างทางที่เดินกลับ ไม่มีบทสนทนาใดๆ ออกมาจากปากของพวกเขาทั้งคู่สักคำ ต่างฝ่ายต่างก็เงียบ ไม่มีใครคิดจะพูดขึ้นมาก่อน กระทั่งเดินมาถึงหน้าหอ พวกเขาถึงได้เห็นคนเจ็บอีกคนลงมายืนอยู่หน้าประตูทางเข้าด้วยสีหน้าที่เป็นกังวล

“เสี่ยวข่าย…” เชียนซีหน้าเสียทันทีที่เห็นว่าจวิ้นข่ายถูกหวังตั๋วแบกขึ้นหลับมา และสีหน้าก็ยิ่งดูแย่กว่าเดิมเมื่อเห็นร่องรอยการถูกทำร้ายบนใบหน้าของจวิ้นข่ายที่หลับสนิท “นี่มันเกิดอะไรขึ้น หมิงฮ่าวเกอ…”

หมิงฮ่าวทำได้เพียงส่ายหน้า เชียนซีที่เห็นแบบนั้นจึงได้หันไปหาหวังตั๋ว แต่อีกฝ่ายกลับทำเพียงแค่มองเขากลับมานิ่งๆ เท่านั้น

“ขึ้นไปถึงห้องแล้วฉันจะเล่าให้ฟัง”



เรื่องราวทั้งหมดที่ถูกเล่าออกมาจากปากของหวังตั๋วทำให้ทั้งหมิงฮ่าวและเชียนซีต่างก็แสดงสีหน้าไม่ถูก ยิ่งโดยเฉพาะกับเชียนซีที่เคยคิดว่าจวิ้นข่ายทำด้วยความสมัครใจและความคิดของตนเอง มันทำให้เขาต้องพลิกความคิดทั้งหมดของตนเองใหม่

“แล้วทำไมนายไม่บอกให้เขาทำอะไรสักอย่าง ทำไมถึงรอให้เกิดเรื่องขนาดนี้?”

“คิดว่าฉันไม่คิดเหรอ? ฉันพูดกับเขาหลายครั้ง แต่จวิ้นข่ายไม่ยอมต่างหาก”

“หมายความว่ายังไง?”

“เขาคิดถึงคนอื่นมากเกินไป”

“...”

“อันที่จริง ถ้าเขาแจ้งตำรวจไปก็คงจบแล้ว”

“คงไม่ง่ายแบบนั้น อาจจะมีคนเดือดร้อนเพิ่มอีก ก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะจบ”

“...”

“เรื่องทั้งหมดมันไม่ได้ง่ายอย่างที่ใครๆ คิด กระบวนการทางกฎหมายมันดำเนินการค่อนข้างจะช้าเกินไป ต้องหาหลักฐานต่างๆ ที่แน่นหนาพอถึงจะเอาผิดได้ ขณะที่ข่าวอาจจะถูกแพร่ออกไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคนที่รู้เรื่องนี้มีแค่ฉันกับจวิ้นข่ายเท่านั้น และหลายๆ ครั้งที่เขาเจ็บตัวกลับมา ฉันก็ไม่ได้อยู่กับเขา มีครั้งนี้นี่ล่ะที่รุนแรงถึงขนาดนี้”

“เขาทนมาขนาดนี้เพื่ออะไร?” เสียงของเชียนซีที่ดังขึ้นมานั้นเรียบนิ่งกว่าครั้งไหนๆ ที่พวกเขาเคยได้ยิน เขามองดูใบหน้าคมที่ยังคงมีรอยช้ำที่ยังจางไปไม่เท่าไหร่ แต่กระนั้นมันก็กลับนิ่งเรียบและเย็นเยียบจนน่ากลัว “เสี่ยวข่ายควรเห็นแก่ตัวกว่านี้ แต่เขากลับแบกมันทั้งหมดเอาไว้กับตัว คิดว่าตัวเองเป็นอะไร? ยอดมนุษย์งั้นเหรอ?”

ไม่มีใครพูดอะไร เพราะต่างก็รู้ดีว่าเชียนซีเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว แต่แค่เขาทนมองจวิ้นข่ายที่เป็นแบบนี้ไม่ได้เท่านั้น

“ในเมื่อผมรู้เรื่องนี้แล้ว ผมก็ไม่มีทางที่จะปล่อยให้ครูคนนั้นลอยนวลไปแน่”

“นายคิดว่าจะทำอะไรได้งั้นเหรอ?”

“ผมคนเดียวอาจไม่ได้ แต่พวกพี่ช่วยผมได้แน่”

“...”

เชียนซีมองดูทั้งสองคนที่ต่างก็นิ่งไป ครู่หนึ่ง ในที่สุดหวังตั๋วที่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้ารับ

“จะต้องทำยังไงบ้างล่ะ”

เชียนซีเผยยิ้ม แต่ช่างเป็นยิ้มที่ลึกลับจนใครก็อ่านไม่ออก ทั้งสามคนขยับเข้าหากันแล้ววางแผนกันอย่างลับๆ โดยรู้กันเพียงสามคนเท่านั้น

และสามวันต่อมา ทางโรงเรียนก็สั่งหยุดการเรียนการสอนอย่างกระทันหัน

ไม่มีใครรู้สาเหตุ แต่มีข่าวลือกันว่าอยู่ๆ ก็มีครูคนหนึ่งถูกรวบจับ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไรกันแน่

เชียนซีมองดูโทรศัพท์มือถือหน้าข้อความที่ถูกส่งเข้ามา เป็นข้อความจากหวังหยวนที่ทักมาพูดคุยกันหลังจากที่โรงเรียนถูกสั่งหยุด ขณะที่เขาที่มีสภาพสะบักสะบอมไม่ได้ไปโรงเรียนตั้งแต่ก่อนปิดอยู่หลายวัน

“จะว่าไป หวังจวิ้นข่ายหายไปเลยนะ เขาเป็นอะไรหรือเปล่า?”

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หวังหยวนโทรมาหาเขาแล้วถามเรื่องนี้ขึ้นมา

เชียนซีเพียงตอบอ้อมๆ ไปว่าจวิ้นข่ายเกิดป่วยกระทันหันเท่านั้น ขณะที่ตัวเขาเองก็ยังไม่ได้เจอหน้าจวิ้นข่ายเลยตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

เขาใกล้จะบ้าตายอยู่แล้วที่ไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้เห็นหน้าของอีกฝ่ายเลยแม้แต่เสี้ยวแบบนี้ และทุกครั้งที่เขาไปหาที่ห้อง หวังตั๋วก็มีแต่บอกว่าจวิ้นข่ายไม่พร้อมที่จะพบหน้าเขา เขาเลยได้แต่วานให้หมิงฮ่าวเข้าไปดูอาการของอีกฝ่ายแล้วมาบอกเขาทีหลังว่าจวิ้นข่ายไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ

เขาเป็นห่วง...เป็นห่วงมากจริงๆ…

“เชียนซี นายไปพักบ้างเถอะน่า นายจะเอาแต่นั่งอยู่ตรงนี้ไม่ได้นะ อาการนายก็ดีขึ้นมาแค่นิดหน่อยเอง”

“ผมไม่เป็นไรแล้วล่ะหมิงฮ่าวเกอ เสี่ยวข่ายต่างหากที่เป็น”

“...” หมิงฮ่าวอดที่จะถอนหายใจไม่ได้ มองดูแผ่นหลังตั้งตรงของญาติผู้น้องของตนเองที่เอาแต่เหม่อออกไปนอกหน้าต่างแล้วก็อดที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดหน้าข้อความ ส่งหาหวังตั๋วไม่ได้

แต่เขาแค่ทักไป อีกฝ่ายก็กลับโทรกลับมาจนเขาต้องรีบเดินหาที่หลบมุมไปคุยแล้ว

“นี่ เชียนซีไม่ยอมพักผ่อนเลยนะ กล่อมให้ทางนั้นยอมให้เชียนซีเข้าไปเห็นหน้าหน่อยไม่ได้เหรอ?”

“ไม่ไหวหรอก ทางนี้เองก็ซึมไปเลย ปล่อยให้อยู่คนเดียวก็ไม่ได้ คงต้องปล่อยไว้อย่างนี้ก่อน”

“แล้วนายรู้ไหมว่าทำไมทางนั้นไม่ยอมเจอหน้าน้องชายฉันน่ะ?”

“ก็คง...ไม่พ้นเรื่องความรู้สึก นายก็ลองแย้มๆ ถามน้องชายของนายสิว่าสองคนมีคุยอะไรกันบ้างที่น่าจะเป็นไปได้น่ะ ไว้ฉันจะช่วยพูดกับทางนี้ให้อีกที แต่ถ้าจะให้ฉันถามเขา...เจ้าเหมียวคงยิ่งอาการหนักกว่าเดิม”

“ก็จริงของนาย งั้นฉันจะลองดู” พวกเขาคุยกันอีกสองสามคำ ก่อนที่หมิงฮ่าวจะวางสาย หันมามองเชียนซีที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมแล้วก็เผลอถอนหายใจออกมาอีก

“เชียนซี”

“...”

“ฉันรู้ว่านายกำลังรู้สึกไม่ดี แต่นายจะเอาแต่เงียบอย่างนี้ไม่ได้เข้าใจไหม? มีอะไรก็ปรึกษากันบ้าง นายก็น้องชายฉันนะ”

“...หมิงฮ่าวเกอ…”

“หืม?”

“ผมทำผิดหรือเปล่า??”

“ฮะ?”

“ผมคิดเองเออเอง ไม่ได้ถามแม้แต่สาเหตุว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น แล้วดันพูดขอเรื่องเห็นแก่ตัวออกไปอีก…”

“...” หมิงฮ่าวมุ่นคิ้ว มองดูใบหน้าของเชียนซีที่ยังคงนิ่งสนิท แต่มันกลับกลบแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

“ผมขอให้เสี่ยวข่ายเลิกทำมัน บางที ที่เขาเจ็บขนาดนั้นก็อาจจะเป็นเพราะคำสัญญาที่เขาให้กับผมไว้ก็ได้”

“...”

“บางที...เขาอาจจะคิดว่ารักษาสัญญาไว้ไม่ได้ ก็เลยไม่กล้าเจอหน้าผม ผมนี่...เห็นแก่ตัวจริงๆ…”

หมิงฮ่าวไม่นึกว่าเขายังไม่ทันจะได้หลอกถาม อีกฝ่ายก็กลับพูดมันออกมาหมดแบบนี้ เขาได้แต่มองดูแววตาที่มีแต่ความเศร้าเสียใจของเชียนซี จนสุดท้ายเขาก็เข้าไปหาอีกฝ่ายแล้ววางมือลงบนไหล่ที่แม้จนถึงตอนนี้ก็ยังคงตั้งตรงได้อย่างมั่นคง “ฉันคงตอบให้นายไม่ได้ แต่ฉันอยากรู้ ว่านายคิดว่าจวิ้นข่ายผิดสัญญากับนายจริงๆ หรือเปล่า?”

“...” เชียนซีนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะส่ายหน้าเบาๆ “ถ้าผมไม่รู้เรื่อง ผมก็อาจจะคิด แต่ผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว...ผมจะยังคิดโทษเขาอีกได้ยังไง…”

“งั้นก็ไม่มีอะไรยากแล้ว”

“อะไรของพี่?”

“ฉันมีทางก็แล้วกัน แต่ตอนนายเจอหน้าเขาก็อย่าเอาหน้าอมทุกข์แบบนี้ไปให้เขาเห็นล่ะ เข้าใจไหม?”

“...”

เชียนซีไม่รู้ว่าหมิงฮ่าวมีแผนการอะไร ได้แต่มองตามอีกฝ่ายเดินหายออกไปจากห้อง คิดว่าเป้าหมายก็คงไม่พ้นห้องฝั่งตรงข้ามที่เขาเฝ้าอยากจะเข้าไปเจอหน้าคนที่อยู่ด้านในสักครั้ง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร สุดท้ายแล้วเขาก็ยังไม่มีโอกาสจะได้ทำตามที่ใจปรารถนาอยู่ดี

แต่เพียงไม่กี่นาทีต่อมา หมิงฮ่าวก็กลับมาพร้อมรอยยิ้มมีลับลมคมใน

“ไปแต่งตัวได้แล้ว จะพาออกไปข้างนอก”

“หา?”

“เร็วเหอะน่า”

“...” เชียนซีได้แต่มุ่นคิ้ว แต่สุดท้ายก็ยังถูกญาติผู้พี่ดันหลังให้เข้าไปหยิบเสื้อผ้าอยู่ดี เขาล่ะสงสัยจริงๆ ว่าอีกฝ่ายมีแผนอะไรกันแน่ถึงได้ดูมั่นอกมั่นใจ ทั้งยังดูกระดี๊กระด๊าได้ขนาดนี้

แต่ทันทีที่เขาตามหมิงฮ่าวมาถึงสวนสาธารณะใกล้ๆ หอ เขาก็กลับถูกหมิงฮ่าวทิ้งเอาไว้ตรงนั้นเสียเฉยๆ หลังจากที่เจ้าตัวบอกว่าอยู่ๆ ก็ถูกโทรตามให้ไปทำงานกลุ่ม

เชียนซีได้แต่มองร่างของหมิงฮ่าวที่วิ่งหายไปจากตรงนี้อย่างรวดเร็ว เขาเลยได้แต่มองไปรอบๆ สุดท้ายก็เลือกม้าหินตัวหนึ่งเป็นที่นั่ง

แล้วนี่...เขาต้องทำอะไรต่อล่ะ…?

นั่นเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัว ขณะที่เขาได้แต่มองเหม่อไปเรื่อยพร้อมกับกล้องในมือที่ถูกหมิงฮ่าวยัดเยียดให้เอามาให้ สุดท้ายเขาก็เริ่มยกกล้องขึ้นมาถ่ายโน่นถ่ายนี่ฆ่าเวลาไปเรื่อย

แต่ขณะที่เขากำลังถ่ายรูป อยู่ดีๆ เลนส์กล้องของเขาก็กลับไปจับโฟกัสอะไรบางอย่างเข้า

มันเป็นร่างบางๆ ของจวิ้นข่ายที่กำลังเดินมากับหวังตั๋ว ใบหน้าของจวิ้นข่ายยังคงปรากฏรอยห้อเลือดให้ได้เห็นชัดเจน แม้แผลที่มุมปากจะมีปลาสเตอร์ติดเอาไว้แล้ว แต่เขาก็พอจะดูออกว่าอาการของจวิ้นข่ายไม่ได้ถูกรักษาอย่างถูกวิธีเท่าใดนัก

เห็นหมิงฮ่าวบอกว่าจวิ้นข่ายไม่ยอมออกมาจากห้องเลยสักก้าว แล้ววันนี้หวังตั๋วทำอย่างไรให้อีกฝ่ายยอมออกมาได้…?

“เจ้าเหมียว รออยู่นี่แป๊บนึงนะ เดี๋ยวกลับมา”

“ตั๋วเกอ!”

“น่า แป๊บเดียว ไปหาที่นั่งที่ลานตรงนั้นก่อนนะ”

“...” บทสนทนาที่ดังพอให้เขาได้ยินทำให้เชียนซีรีบละกล้องลงจากใบหน้า รีบหาที่หลบอยู่หลังพุ่มไม้ ขณะที่จวิ้นข่ายกำลังเดินมาทางนี้

แต่เมื่อนึกอีกที แล้วเขาจะหลบไปทำไม?

เชียนซีอดที่จะตบหัวตัวเองสักทีไม่ได้ แต่เมื่อหลบแล้ว เขาก็ไม่กล้าที่จะออกไปอีกเพราะกลัวจะทำให้จวิ้นข่ายเดินหนีเขาไป ได้แต่มองดูร่างแบบบางที่นั่งลงบนม้าหินที่ห่างออกไปไม่ไกล ดวงตาคู่สวยที่ตอนนี้หม่นแสงและแสนเศร้าเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ขณะที่แผ่นหลังบางค่อยๆ พิงลงกับพนักด้านหลัง เห็นอาการขมวดคิ้วเบาๆ ตอนที่ค่อยๆพิงร่างลงกับพนักแล้ว เขาก็พอจะเดาได้ว่าอาการบาดเจ็บของจวิ้นข่ายคงมีไปจนถึงแผ่นหลังแน่

อยากออกไปดูแล...เต่ถ้าออกไป เขาจะมั่นใจได้ยังไงว่าจวิ้นข่ายจะไม่หนีเขาไปอีก

แต่ถ้าไม่ออกไป เขาก็ไม่มีวันที่จะได้พูดกับจวิ้นข่ายว่าเขาไม่โกรธ และอยากให้อีกฝ่ายลืมเรื่องสัญญาที่เขาพูดออกไปด้วยความไม่รู้นั่นซะ

นิ่งคิดอยู่ครู่ ในที่สุดเชียนซีก็ตัดสินใจลุกขึ้น การกระทำเช่นนี้เรียกสายตาจากดวงตาคู่สวยของจวิ้นข่ายให้เลื่อนมาทางเขาทันที เขามองเห็นดวงตาของจวิ้นข่ายเบิกกว้างขึ้น ร่างแบบบางนั้นถึงขั้นรีบลุกขึ้นโดยไม่สนใจอาการเจ็บปวดตามร่างกายแล้วรีบเดินหนี แต่มีหรือที่สภาพร่างกายแบบนี้ของจวิ้นข่ายจะหนีเขาได้พ้น

เชียนซีได้เปรียบกว่าในด้านของสภาพร่างกาย ก้าวเข้าไปไม่กี่ก้าวก็สามารถถึงตัวของจวิ้นข่ายได้ รีบรั้งเอวของอีกฝ่ายเข้ามาหาพร้อมกับฝั่งจมูกลงกับลาดไหล่ที่บางกว่าครั้งที่แล้วที่เขาได้กอดอีกฝ่ายแบบนี้ไปมาก

“เสี่ยวข่าย…”

“...”

“ฉันขอโทษนะ…”

“ขอโทษเรื่องอะไร…”

“เรื่องที่ฉันไม่เคยรู้เรื่องของนายเลย ไม่เคยเป็นกำลังใจให้นายได้เลย ไม่เคยดูแลนายได้เลย…”

“นายไม่ได้ผิด...เชียนซี…”

“ทำไมฉันจะไม่ผิด? ทั้งๆ ที่ฉันไม่รู้อะไรเลยแท้ๆ แต่กลับพูดเรื่องสัญญานั่นขึ้นมา มันทำให้นายทรมานใช่ไหม มันทำให้นายถูกทำร้ายจนเป็นแบบนี้ใช่ไหม”

“...” จวิ้นข่ายถึงกับเงียบไป เขารู้ว่าที่อีกฝ่ายเป็นแบบนี้ก็เพราะสิ่งที่เขาพูดออกไปนั้นถูกต้อง ไม่ทั้งหมดก็คงมากกว่าครึ่ง จวิ้นข่ายถึงได้ไม่พูดหรือโต้ตอบอะไรกลับมาแบบนี้

ดวงตาคู่สวยหลุบลงมองฝ่ามือที่แนบประสานอยู่บนหน้าท้องของเขา สัมผัสได้ถึงความรู้สึกผิดเต็มเปี่ยมที่อีกฝ่ายไม่ได้ตั้งใจแสดงออกมาผ่านสัมผัส แต่เขากลับรู้สึกมันได้อย่างชัดเจน และมันทำให้เขารู้...ว่าเชียนซีไม่ได้เกลียดเขาอย่างที่เขากลัว…

ฝ่ามือเล็กยกขึ้นวางลงบนฝ่ามือทั้งสองข้างของเชียนซี ความอบอุ่นที่แผ่มาจากมือทั้งสองข้างนั้นทำให้จวิ้นข่ายเผลอเผยยิ้ม และยิ่งเผยยิ้มกว้างมากขึ้นเมื่อฝ่ามือของเชียนซีพลิกกลับมาเกี่ยวเข้ากับมือของเขา สัมผัสอบอุ่นอ่อนโยนนั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลออกมาอย่างไม่อาจจะห้ามได้อยู่

“ขอบคุณ...ขอบคุณนะเชียนซี…” เสียงที่จวิ้นข่ายใช้พูดออกมานั้นสั่นเครือเสียจนเชียนซีต้องละมือข้างหนึ่งออกแล้วขยับไปยืนตรงหน้าของคนตัวบางกว่า แต่เพียงแค่เขามองเห็นดวงหน้าหวานที่กำลังนองน้ำตา เขาก็รู้สึกเจ็บแปลบในใจ

“อย่าร้องไห้ เสี่ยวข่าย อย่าร้องไห้” ฝ่ามือเรียวถูกยกขึ้นเกลี่ยเอาน้ำตาบนใบหน้าของอีกฝ่ายออก แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร น้ำตาที่ถูกหลั่งออกมาจากดวงตาของจวิ้นข่ายก็ยังไม่ยอมหยุด สุดท้ายแล้วเขาจึงได้แต่รั้งร่างของอีกฝ่ายเข้ามาในอ้อมแขน ให้ใบหน้าของอีกฝ่ายฝังอยู่กับไหล่ของเขาพลางลูบศีรษะของอีกฝ่ายเบาๆ “ไม่เป็นไรนะ ฉันอยู่นี่”

“...ฉันนึกว่านายจะเกลียดฉันแล้ว จะไม่อยากเห็นหน้าฉันแล้ว…”

“ไม่มีทาง ฉันอยากเจอหน้านายจะตาย นายก็รู้ว่าฉันอยากเจอนายขนาดไหน…”

“ขอโทษ ฉันไม่รู้เลยจริงๆ”

“ไม่เป็นไร นะ? เราก็เจอกันแล้วไง ไม่เป็นไรแล้ว”

“อือ…”

เชียนซีรั้งร่างของจวิ้นข่ายให้ออกมายืนเผชิญหน้ากับเขา เกลี่ยปรางแก้มนุ่มที่ยังคงชื้นไปด้วยน้ำตาทีหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนใบหน้าเข้าไปประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนเบาๆ

จวิ้นข่ายหลับตารับสัมผัสอ่อนโยนของอีกฝ่าย เก็บเกี่ยวความรู้สึกที่ถูกส่งต่อมาให้ถึงเขาพร้อมรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบางๆ ความอบอุ่นอ่อนโยนของเชียนซีในตอนนี้ไม่ต่างจากน้ำที่หยดลงบนหัวใจที่แห้งผากและเหี่ยวเฉาให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

“ขอบใจนะ เชียนซี”

เชียนซีเผยยิ้ม มองดูดวงหน้าสวยที่ตอนนี้ปรากฏริ้วสีระเรื่อขึ้นที่ข้างแก้ม นิ้วมือยังคงไม่ละออกจากปรางแก้มเนียน มันยังคงเกลี่ยไปมาบนผิวแก้มของจวิ้นข่ายอย่างเพลินมือ แต่ในทางกลับกัน สำหรับจวิ้นข่ายมันกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกขวยเขินจนทำตัวไม่ถูกเสียอีก

“ว่าแต่ เชียนซี ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ? อย่าบอกนะว่านายมาดักฉันตรงนี้น่ะ??”

“ไม่ใช่แบบนั้นนะ!”

“ฉันไม่โกรธหรอก ไม่ต้องทำท่าแบบนั้นก็ได้” จวิ้นข่ายพูดเสียงกลั้วหัวเราะ เห็นเชียนซีมีท่าทางลุกลนแล้วก็ทำให้อดรู้สึกขำไม่ได้

“หมิงฮ่าวเกอเป็นต้นคิด ฉันแค่ถูกลากออกมาเท่านั้นเอง”

“อ่า…”

“ฉันว่าสองคนนั้นคงอยู่แถวนี้ล่ะ เดี๋ยวฉันไปตามก่อน นายรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ”

“อื้อ”

เชียนซีตบมือลงบนหลังมือเล็กเบาๆ สองสามที ก่อนจะผละออกไปเพื่อไปหาคนต้นคิดทั้งสองคนที่ไม่รู้ว่าป่านนี้ไปอยู่ส่วนไหนของสวนแล้ว โดยที่เขาไม่ทันสังเกตเห็นเลย ว่าในตอนที่เขาเดินผละออกมาได้ระยะหนึ่งแล้ว มีใครบางคนเดินเข้ามาทางด้านหลังของจวิ้นข่ายอย่างเงียบเชียบ…



            

--------------------- #ficLustQK ----------------------            

จบไปอีกพาร์ทแล้ววว ดราม่าหนักๆหน่วงๆ มาแล้วค่ะ ฮืออออ
สงสารเสี่ยวข่าย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะแต่งไปแล้ว และเป็นพล็อตแต่ต้น
พาร์ทหน้าเป็นพาร์ทสุดท้ายแล้วนะคะ อ่านแล้วเป็นยังไงติดแท็ก #ficLustQK มาบอกกันได้นะค้าาา

ความคิดเห็น