[SF QianKai] Hate 2



คนที่ยังไม่เคยอ่านพาร์ทแรก เข้าไปอ่านกันก่อนด้วยนะคะ ไม่งั้นไม่ได้อรรถรสในการอ่าน และเนื้อเรื่องมัน...น่ะ เกี่ยวกันอ่ะ เรากลัวรีดอ่านไม่รู้เรื่อง






หากวันหนึ่ง ในที่สุดก็ได้พบกับคนที่ตามหามาโดยตลอด ทว่ากลับถูกเกลียดขนาดไม่อยากจะมองหน้า
ทว่าหัวใจก็ยังคงจะมองหาแต่คนๆนั้น เรียกร้องหาแต่คนๆนั้น คุณจะทำอย่างไร?
สำหรับผม ต่อให้เจ็บปวดขนาดไหน ผมก็ยังคงรักเขา…
รัก...จนพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เขามา…




เรื่องทุกอย่าง มันเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ได้พบกันในวันรับน้องปีหนึ่ง ตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นดวงหน้าหวานและรอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้ง
โลกสดใส อี้หยางเชียนซีก็รู้ตัวแล้วว่าตกหลุมรักหวังจวิ้นข่าย

เขาพยายามมาตลอดเพื่อที่จะให้เข้าหาอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้น เรียนไต่ระดับอย่างรวดเร็วจนแซงหน้าเพื่อนรุ่นเดียวกัน จนในที่สุดเขาก็ได้
เรียนพร้อมกับรุ่นพี่ปีสี่ในเทอมสุดท้าย

ระยะเวลาเพียงสามเดือนทำไม่ได้ทำให้ยากเย็นต่อกาารเข้าหาอีกฝ่ายมากนัก และยิ่งได้รู้จัก เขาก็ยิ่งรู้สึกรัก และรักมากขึ้นจนถอนตัว
ไม่ขึ้น ความเอาใจใส่ ความใจดี ทั้งยังเป็นเพื่อนคู่คิด ที่ปรึกษาและที่ระบายความอึดอัดในใจจากการที่เขาถูกทางบ้านกดดันทำให้พวก
เขาสนิทกันอย่างรวดเร็ว ในทางกลับกัน ในใจของอี้หยางเชียนซีก็มีแต่อีกฝ่ายไปหมดทั้งหัวใจ…

ในวันที่มีการเลี้ยงฉลองการศึกษา เขาคิดว่ามันจะเป็นวันดีๆอีกวัน ไม่นึกว่าแม้จะมีเขาอยู่ข้างๆก็ยังสามารถเกิดเรื่องขึ้นได้อีก

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่งเครื่องดื่มให้จวิ้นข่าย ทว่าอีกฝ่ายก็รับมันมาจนมีตามมาอีกหลายๆแก้ว และหลายครั้งที่เขาค้นพบว่าบริกรส่ง
สัญญาณแบบเดิมๆมาให้คนที่เหมือนจะตกเป็นที่หมายตา เป็นสัญญาณว่าเป็นคนๆเดิมที่ส่งมาให้อย่างแน่นอนจนเขาต้องสั่งบริกรให้
เอาเครื่องดื่มแบบเดียวกันส่งมาที่โต๊ะ จงใจสลับแก้วของตนเองกับอีกฝ่ายที่เริ่มเมามายไม่ได้สติ

ทว่าไม่นึกว่าการทำแบบนั้นกลับทำให้พลอยโดนกันไปทั้งคู่

ในเครื่องดื่มนั่นมียาปลุกกำหนัดอ่อนๆที่เชียนซีมั่นใจว่าไม่ใช่สูตรของร้านแน่

สำหรับตัวเขาที่ดื่มไปเพียงครึ่งแก้วหลังนั้นยังพอจะระงับตนเองได้ ทว่าเมื่อมีจวิ้นข่ายที่อารมณ์ถูกขับเคลื่อนให้พุ่งขึ้นสูงอยู่ข้างๆ
อารมณ์ความรู้สึกที่คอยแต่จะกักเก็บสั่งสมมานานก็ระเบิดออก…

เขายอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเขาผิด ผิดอย่างไม่น่าให้อภัย ทว่าเขาก็ไม่มีโอกาสให้อธิบายหรือแก้ตัวใดๆ หวังจวิ้นข่ายหายไปจากชีวิต
ของเขาโดยไร้ข่าวคราวและร่องรอย ทว่าครึ่งปีต่อมา ในที่สุดเขาก็ได้ข่าวคราวความเป็นไปของอีกฝ่าย ขณะที่ตัวเขากำลังจะขึ้นเป็น
ประธานบอร์ดบริหาร

ครอบครัวของจวิ้นข่ายถูกฟ้องล้มละลาย พ่อแม่ถูกสังหารอย่างเป็นปริษนา ขณะที่ตัวจวิ้นข่ายต้องย้ายหนี ระหกระเหินไปไหน ตัวเขา
เองก็ไม่อาจจะได้รับข่าวคราวใดๆ

ความเป็นห่วงกังวลกอบกุมจิตใจ ยังคงให้คนตามสืบเรื่อยมา แม้จะผ่านไปหลายปีจนเขากลายเป็นชายหนุ่มเต็มตัว

“หลินหวังเป็นยังไง?” เสียงของประธานยังหนุ่มเอ่ยถามเลขาที่อยู่ข้างกายเขามาแต่เริ่มเช่นหวังหยวน จนร่างเล็กบางของเลขาหนุ่มต้อง
ก้มลงมองเอกสารในมือ

“มาเฟียแซ่หลินคนนี้แปลกๆครับท่านประธาน ท่าทางไม่น่าไว้ใจ และจากที่สืบประวัติมา เขาเคยเป็นคู่ค้ากับคู่แข่งของเรามาก่อน”

“หืม…?”

“ที่น่าสงสัยคือ การค้าระหว่างสองฝ่ายเป็นไปได้ด้วยดี ทั้งยังเหมือนจะมีการค้าขายกันมากกว่าที่เห็นฉากหน้า คิดว่าคงเป็นการค้าผิด
กฎหมายครับ”

สิ้นคำอธิบายของเลขาหนุ่ม ผู้ที่นั่งเก้าอี้ประธานอยู่ก็ยกมือขึ้นประสานกันใต้คาง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดดวงตาคมก็เลื่อนกลับไป
มองทางเลขาของตนเองที่กำลังยืนรอรับคำสั่ง

“สืบมาว่าวันนี้เขาจะไปที่ไหนบ้าง ฉันคงต้องไปดูท่าทีเขาด้วยตัวเอง”

“ครับ ท่านประธาน”




รองเท้าหนังเนื้อดีกระทบลงบนพื้นที่ถูกแสงสีปกคลุม ดวงตาคมกวาดมองไปรอบด้าน ก่อนที่บริกรคนหนึ่งจะเดินเข้ามาหาอย่าง
นอบน้อม

“ไม่ทราบว่ามากี่ท่านครับ?”

“ผมนัดคนเอาไว้ ขอผมเดินหาสักหน่อย” เสียงที่ถูกใช้พูดนั้นนิ่งเรียบจนบริกรคนนั้นตัดสินใจรีบโค้งให้แล้วเดินไปทางอื่น ขณะที่หวัง
หยวนที่ตามเข้ามาทีหลังตามมาประชิดด้านหลังไม่ให้ห่างจากเจ้านาย ทว่ายังไม่ทันจะได้พูดอะไร คนที่ตัวสูงกว่าก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมา
เสียก่อน

“เขามาแล้วถูกไหม?”

“ครับ เพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน” ว่าจบก็เดินเข้าไปกระซิบพื้นที่เป้าหมายให้อีกฝ่ายได้รับรู้ แน่นอนว่าหากมาถึงตรงนี้ การพูดตะโกนฝ่า
เสียงเพลงคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไม่ให้ใครรู้เป้าหมายของพวกเขา เห็นว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ไม่น้อย พวกบริกรรู้คงสงสัยพวกเขาแล้วรีบ
แจ้งเรื่องแน่

“นายไม่ต้องตามฉันเข้าไป ไปรอที่รถก่อน” แม้ใจหนึ่งจะอยากให้เลขาร่างเล็กกลับไปก่อน ทว่าตัวเขาก็รู้ดีว่าคงไม่มีประโยชน์เพราะ
อีกฝ่ายไม่มีทางทำตามคำสั่งนั้น

แม้จะมีท่าทีลังเล ทว่าเมื่อถูกสายตาคมนั้นเหลือบมองมา เลขาหนุ่มก็ตัดสินใจหันเดินออกไปตามที่อีกฝ่ายต้องการ

ลำขาแข็งแรงของเชียนซีเริ่มออกตัวเดินไปหาจุดหมายหลังจากที่แผ่นหลังของเลขาหนุ่มลับสายตาไป แน่นอนว่าเป้าหมายของเขาค่อน
ข้างโดดเด่น สามารถมองเห็นอีกฝ่ายได้เมื่อเดินต่อมาไม่นาน ทว่าสิ่งที่เขามองเห็นนั้น กลับทำเอาในใจของเขาทั้งยินดีและร้อนรุ่ม
ราวกับไฟไปในเวลาเดียวกัน

“อื้ม ชื่นใจดีจริงๆ แต่คงชื่นใจได้ไม่เท่ากับแก้มของเสี่ยวข่ายจริงไหม”

คำพูดคำจาแทะโลมพร้อมกับการกระทำและสายตาของหลินหวังที่ถูกส่งไปหาร่างแบบบางที่เขาคล้ายจะคุ้นเคยทำให้ในใจเขารู้สึก
เดือดดาลราวกับมีไฟมาสุม ร้อนรุ่มอยู่ในอกจนอยากจะเข้าไปกระชากร่างแบบบางนั้นให้เข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ทว่าเมื่อสังเกตการกระ
ทำของร่างแบบบางนั้นชัดๆ ก็ทำให้เขารู้ว่าที่แท้จวิ้นข่ายก็ไม่ได้กำลังถูกอ้อล้อแทะโลมโดยไม่จำยอม

ทว่ายิ่งมองเห็นว่าฝ่ามือที่มีแต่ไขมันนั่นกำลังลูบไล้ไปตามต้นขาเรียวของร่างแบบบางนั้น เขาก็ไม่อาจจะทนมองได้อีกต่อไป ก้านขา
ยาวก้าวออกไปจนมายืนอยู่หน้าโต๊ะของอีกฝ่าย พร้อมเอ่ยคำทักทายขัดการกระทำทั้งหมดของหลินหวัง พร้อมกับเรียกสายตาของทั้ง
สองคนให้มองมาทางเขาเป็นตาเดียว

“คุณหลิน ไม่ได้พบกันนานนะครับ” แม้ปากจะทักทายคนหนึ่ง ทว่าสายตากลับไม่อาจแม้แต่จะละออกจากร่างของหวังจวิ้นข่ายที่รีบ
เบือนหน้าหนีเขาไป ความเจ็บปวดแล่นปลาบขึ้นมาในอก ทว่าคนเช่นอี้หยางเชียนซีก็ยังคงเก็บมันเอาไว้จนมิด ไม่มีใครสามารถจับ
ความรู้สึกของเขาได้

“ไม่นึกว่าจะเจอคุณที่นี่เช่นกัน ประธานอี้”

“ถ้าผมจะขอนั่งด้วยคุณคงไม่ขัดข้อง…?”

“เอาสิ ตามสบาย” หลังจากได้รับคำตอบรับที่น่าพอใจ ประธานอี้ก็เลือกนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม และเลือกที่จะนั่งอย่างเงียบๆ มองดูการกระ
ทำของหลินหวังที่ดูก็รู้ว่าไม่ได้ไว้หน้าเขานัก อีกฝ่ายยังคงพยายามเอารัดเอาเปรียวจวิ้นข่ายที่นั่งอยู่ข้างกายตลอด ทว่าท่าทีของจวิ้นข่าย
ก็ทำให้เขารู้ว่าร่างโปร่งเองก็จำต้องยินดีพร้อมใจด้วยอาชีพ แม้จะยอมรับว่าเขารู้สึกว่าจวิ้นข่ายสวยและยั่วยวนในเสื้อผ้าชุดที่ใส่อยู่นี้
มากแค่ไหน ชอบดวงตากลมที่ถูกกรีดจนคมนั้นเท่าไหร่ ชอบริมฝีปากอิ่มที่ถูกทาลิปบางๆนั่นขนาดไหน ทว่าเขากลับไม่ชอบเลยที่มอง
เห็นอีกฝ่ายเอาแต่ให้ความสนใจหลินหวัง แม้จะเห็นแล้วว่าหลินหวังพยายามสอดเงินเข้าไปในทุกจุดที่สามารถทำได้บนร่างกาย
บอบบางนั่นจนจวิ้นข่ายต้องเพิ่มความชิดใกล้เอาอกเอาใจ ทว่ามันจะไม่มากเกินไปหน่อยเหรอที่ถึงขั้นขึ้นไปนั่งบนตักของอีกฝ่าย…

“อื้อ...เสี่ยครับ...จับแรงเกินไปหรือเปล่า…” แม้น้ำเสียงจะฟังดูดออดอ้อนคล้ายไม่ยี่หระ ทว่าฝ่ามือบางๆนั้น เขาเห็นชัดเจนว่ากำลัง
พยายามดึงมือที่กำขยำบั้นเอวของตนเองเอาไว้แน่นนั่นออก ทว่าไม่ว่าจะทำเท่าไหร่ก็ยังไม่เป็นผล

“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราขึ้นห้องกันต่อเลยดีไหมเสี่ยวข่าย”

“ด...เดี๋ยวครับเสี่ยง..ผมไม่ได้ขายแบบนั้น…”

“ทำมาถึงขนาดนี้ยังจะบอกว่าไม่ได้ขายอีกงั้นเหรอ??”

“เสี่ยครับ ตามนโยบายของร้าน…”

“นโยบายอะไรนั่นใช้กับเสี่ยไม่ได้ เสี่ยวข่ายไม่รู้เหรอ…?”

บทสนทนานั้นทำให้เขายิ่งรู้สึกเดือดดาลหึงหวงจนต้องกระแอมไอขัดการกระทำทั้งหมดของทั้งสองคน เรียกสายตาจากอีกฝ่ายอีกครั้ง

“ประธานอี้ยังอยู่หรอกเหรอ ผมนึกว่าคุณกลับไปแล้วเพราะทนความร้อนแรงของเราสองคนไม่ไหวเสียอีก” ตอนที่ได้ยินประโยคนี้
เชียนซียอมรับว่ารู้สึกอยากจะแค่นยิ้ม อยากจะท้วงออกไปว่าหากไม่เพราะว่ายังไว้หน้า ป่านนี้เขาคงจะลุกขึ้นไปรั้งร่างแบบบางของ
จวิ้ข่ายออกมาจากอีกฝ่ายไปนานแล้ว!

“ขอโทษนะครับคุณหลิน แต่ผมคิดว่าผมคงยังไปไม่ได้ เพราะอันที่จริงผมมาที่นี่ด้วยเรื่องงานที่จะคุยกับคุณโดยเฉพาะ” แม้เรื่องนี้จะ
ถูกยกขึ้นมาอ้าง ทว่าเชียนซีรู้ดีว่าสาเหตุที่แท้จริงในใจของเขานั้นคืออะไร ทว่าหากไม่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด เขาก็ไม่มีทางที่จะหยุดกากระ
ทำของหลินหวังคนนี้ได้แน่

“อา…เสี่ยวข่าย วันนี้คงไม่ได้สนุกกันต่อแล้ว เอาไว้วันหลังเสี่ยจะมาใหม่แล้วกันนะจ๊ะ”

นับว่าอีกฝ่ายยังไว้หน้าเขาอยู่บ้าง ในท่สุดฝ่ามือน่ารังเกียจนั่นก็ยอมปล่อยร่างของจวิ้นข่ายไป ดวงตาคมจึงมองตามร่างแบบบางที่รีบ
เดินหายไปจากธารสายตาอย่างเงียบๆ

“แล้ว...ประธานอี้มีอะไรจะคุยกับผมงั้นเหรอ?”

“งั้นผมจะขอเข้าเรื่องอย่างไม่อ้อมค้อม…”



อี้หยางเชียนซีไม่เคยรู้สึกอารมณ์เสียขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ภาพของจวิ้นข่ายที่ถูกลูบคลำแตะต้องโดยผู้ชายคนอื่นตลอดระยะเวลาการ
ทำงานทำให้เขารู้สึกร้อนรุ่มหึงหวง ทว่าก็ยังดีที่อีกฝ่ายยังพอจะรู้จักป้องกันตัวบ้าง เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เสี่ยง จวิ้นข่ายก็จะรีบหาทาง
หลบเลี่ยงโดยตลอด

“ท่านประธานครับ”

“หวังหยวน นั่งก่อนสิ” ประธานยังหนุ่มผายมือไปทางที่นั่งฝั่งตรงข้ามที่เคยมีหลิวหวังนั่งอยู่ ทว่าอีกฝ่ายก็กลับไปได้ระยะหนึ่งแล้ว
โต๊ะตรงนี้จึงเหลือเพียงเขาที่มอบหมายงานให้เลขาหนุ่มไปทำด่วน และเหมือนว่าเลขาคนนี้จะไม่ได้ทำให้เขาผิดหวังเลยจริงๆ

“บ้านของหวังจวิ้นข่ายอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากครับ แต่ดูเหมือนว่าฐานะทางการเงินเขาจะค่อนข้างวิกฤติ เงินในบัญชีมีอยู่ไม่มาก เงินที่
ทำงานเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อตอนกลางวันไม่มากพอ เลยต้องมาทำงานที่นี่ตอนกลางคืนเสริม…”

“ด้วยการขายบริการ?? ทั้งๆที่เรียนจบมาสูงแท้ๆ ทำไมต้องทำให้ตัวเองลำบากด้วย” ไม่บ่อยนักที่ท่านประธานอี้จะพูดใส่อารมณ์ขนาด
นี้ และนั่นทำให้เลขาหนุ่มต้องหลุบตาลงมองแก้วเปล่าบนโต๊ะที่ถูกตั้งเรียงเอาไว้หลายแก้ว และถ้าคาดไม่ผิด มังคงเป็นสาเหตุที่ทำให้
คนที่ปกติจะนิ่งขรึมมีสติตลอดเวลาจะเป็นเช่นที่เห็น แม้จะไม่ถึงกับเมาก็ตาม

และสาเหตุที่ทำให้ท่านประธานอี้หยางเชียนซีผู้นิ่งขรึมดื่มมากขนาดนี้ ก็คงจะไม่พ้นร่างแบบบางของคนที่กำลังให้บริการลูกค้าอยู่ใน
มุมหนึ่งของร้านเช่นหวังจวิ้นข่าย

“บางทีเขาอาจจะไม่มีทางเลือกแล้วก็ได้ครับท่านประธาน งานนี้เป็นงานที่ได้เงินมากและเร็วที่สุดแล้ว”

“จริงที่ไหน? เขาหนีฉันเอง ไม่อย่างนั้นฉันยินดีจะรับเขาเข้าทำงานที่บริษัทของเราด้วยซ้ำ”

“ท่านประธาน...แปลกๆนะครับ…?”

“แปลกอะไร?”

“ทำไมถึงสนใจหวังจวิ้นข่ายคนนี้ขนาดนั้นล่ะครับ?”

สำหรับคนที่ทำงานกับอี้หยางเชียนซีมาตั้งแต่ต้นย่อมต้องแปลกใจกับท่าทีของคนเป็นนาย เจ้านายที่ปกติแทบจะทำตัวเย็นชา ไม่เคย
สนใจอะไรนอกจากแผนการตลาดที่จะทำให้บริษัทขยายธุรกิจ ทำยอดขายสูง ขึ้นราคาหุ้น หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้บริษัทก้าวหน้า
ทว่าตอนนี้ท่านประธานคนนั้นกลับคล้ายไม่เป็นตัวของตัวเอง เพียงเพราะคนที่ชื่อหวังจวิ้นข่ายคนนี้ ทำไมคนๆนี้จึงได้มีอิทธิพลกับเจ้า
นายเขานัก ถึงขนาดที่อีกฝ่ายพยายามตามหาและตามข่าวคราวจากเขาอยู่ตลอดระยะเวลาหลายปีแบบนี้

“หยวน” น้ำเสียงเวลาที่อีกฝ่ายเรียกเพียงชื่อของเขาเช่นนี้เป็นสัญญาณบอกให้เจ้าของชื่อรู้ว่าบทสนทนาต่อจากนี้ไม่ใช่บทสนทนา
ระหว่างเจ้านายและลูกน้อง หากว่าเป็นบทสนทนาระหว่างเพื่อนสองคน และนั่นทำให้หวังหยวนต้องสบกับดวงตาคมนั้นตรงๆเพื่อรอ
ฟังสิ่งที่อีกฝ่ายจะพูดต่อจากนี้

“นาย...เคยรักใคร แต่กลับทำผิดกับเขาหรือเปล่า…?”

“เอ๊ะ?”

“ฉันทำผิดกับเสี่ยวข่าย และฉันอยากจะแก้ไขมันให้ดีขึ้น แต่ไม่ว่าฉันจะทำยังไง ฉันก็หาเขาไม่เจอ เมื่อเจอแล้ว ทำไมเขาถึงกลายมาเป็น
แบบนี้ ฉันเป็นคนที่ทำให้เขากลายเป็นแบบนี้หรือเปล่า ฉันอดคิดแบบนั้นไม่ได้…”

“เชียนซี…”

“ฉันเหมือนเป็นคนทำลายชีวิตของเขาหรือเปล่า ตอนที่ครอบครัวของเขามีเรื่อง กว่าฉันจะรู้ก็หลังจากเกิดเรื่องไปนาน ฉันช่วยอะไรเขา
เพื่อไถโทษไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”

“...” หวังหยวนไม่รู้จะพูดปลอบอีกฝ่ายอย่างไรได้ เขาผันใบหน้าไปมองทางร่างของหวังจวิ้นข่ายที่สีหน้าไม่ได้ดูมีความสุขกับงานเลย
สักนิด เห็นได้ชัดว่าหากมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าอีกฝ่ายคงจะทำไปแล้ว

เพียงแต่ว่า...หวังจวิ้นข่ายไม่ได้มีทางเลือกหลงเหลืออยู่มากนัก…

แม้หวังหยวนไม่ได้พูดออกไป ทว่าเขาก็รู้ดีว่าเชียนซีคงจะรู้สถานการณ์ของจวิ้นข่ายดีอยู่แล้ว พ่อแม่เป็นหนี้สินจนถูกฟ้องล้มละลาย
ทั้งยังถูกฆาตกรรมอย่างเป็นปริษนา เหลือเพียงลูกชายคนเดียวของครอบครัวที่เพิ่งเรียนจบใหม่ ต่อให้มีงานรองรับ ประวัติเช่นนี้คง
ไม่มีใครกล้าเก็บไว้ทำงานด้วย และยิ่งไปกว่านั้นยังเพิ่งจะมีเรื่องกับอี้หยางเชียนซีที่กำลังจะขึ้นเป็นประธานของบริษัทยักษ์ใหญ่ในอีก
ไม่นาน ทางเลือกเดียวของหวังจวิ้นข่ายจึงมีเพียงหลีกหนีจากการตามหา งานที่ทำจะต้องไม่เป็นอะไรที่คนพวกนั้นจะคาดถึง และก็
ไม่มีใครคาดคิดจริงๆว่าเด็กเกียรตินิยมคณะบริหารจะเลือกทำงานเป็นเพียงพนักงานร้านสะดวกซื้อ ยอมทำอาชีพที่ถูกโกงถูกเอารัดเอา
เปรียบได้ง่ายดีกว่าไปทำงานกินเงินเดือนแน่นอนที่เสี่ยงต่อการถูกหาตัวพบ เปลี่ยนผันชีวิตจากคนที่เคยมีกินเป็นยาจกอย่างสมบูรณ์
แบบ และเมื่อเงินจากการทำงานในร้านสะดวกซื้อไม่พอ ไม่ว่าจะทำงานกี่กะก็ยังคงต้องใช้ชีวิตอดๆอยากๆ อดมื้อกินมื้อ ในที่สุดชะตา
ชีวิตก็กดดันให้หวังจวิ้นข่ายต้องมาทำงานที่ไร้ซึ่งศักดิ์ศรีเช่นตอนนี้…

และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้เชียนซีรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จวิ้นข่ายต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นที่เป็นอยู่นี้ ความรู้สึกผิดกอบกุม
จิตใจจนต้องดื่มเกล้าย้อมใจ ขณะที่สายตาเอาแต่จดจ้องร่างโปร่งบางของหวังจวิ้นข่ายถูกเอารัดเอาเปรียบ ทว่าตัวเขากลับไม่มีสิทธิ์ที่จะ
ทำอะไรไปมากกว่าแค่ดู

“หยวน นายกลับไปก่อน”

“ได้ยังไงล่ะ…”

“กลับไปก่อน” น้ำเสียงเฉียบขาดที่ไม่ได้ถูกใช้กับทั้งเพื่อนทั้งเลขาข้างกายบ่อยนักกลับถูกใช้ออกมาในสถานการณ์เช่นนี้ ดวงตาคมที่
เอาแต่จดจ้องจวิ้นข่ายดูจะเริ่มสูญเสียสติไประดับหนึ่งแล้ว ซึ่งนั่นทำให้หวังหยวดอดที่จะกังวลไม่ได้จนไม่สามรถปล่อยให้อีกฝ่ายอยู่
คนเดียวได้จริงๆ

ทว่า ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไร เชียนซีก็ยังคงยื่นคำขาด สั่งเด็ดขาดให้เขากลับไปพร้อมกับรถของเจ้าตัวที่วันนี้เขาเป็นคนขับพาอีกฝ่ายมา
ด้วยตัวเองอยู่ดี

ดวงตาเรียวเอาแต่จ้องมองร่างโปร่งบางของจวิ้นข่ายไม่ยอมละสายตา ขณะที่มือก็ยกเครื่องดื่มเข้าจรดริมฝีปากไม่หยุด เกรงว่าหากไม่
เพราะเป็นคนคอแข็ง ป่านนี้คงได้เห็นคนที่เมาจนลงไปนอนกลิ้งกับพื้นไปแล้ว ทว่าสำหรับเชียนซีแล้ว ไม่ว่าเหล้าจะแรงขนาดไหน จะ
รู้สึกราวกับลำคอถูกเผาขณะดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้เข้าไปเท่าไหร่ ไม่ว่าอะไรก็ไม่อาจจะเทียบได้กับไฟที่สุมอยู่ในอกนี่เลยสักนิด…



สติคล้ายจะรางเลือนเต็มที ทว่าเชียนซีก็ยังคงตามจวิ้นข่ายที่เพิ่งจะเดินออกมาจากร้านมาอย่างเงียบๆ ดวงตาพร่าเลือน ทว่ากลับมองเห็น
แผ่นหลังโปร่งบางในเสื้อยืดสีขาวชัดเจน ในใจรู้แต่เพียงว่าอยากจะพูดคุยกับอีกฝ่ายให้เข้าใจ ปรับความเข้าใจกันเสียที ทว่าร่างกายของ
เขาก็แทบจะไม่ได้อยู่ในความควบคุมของสมองไปเสียเจ็ดหรือแปดสิบเปอร์เซนต์แล้ว เหลือเพียงส่วนน้อยที่ยังพอจะใช้สติควบคุม
ทว่าไม่นึกว่าเพียงแค่ได้เห็นใบหน้าของจวิ้นข่ายเพียงเสี้ยว สติของเขาก็กลับแทบจะขาดผึง ร่างกายขยับเข้าไปรวบร่างแบบบางนั้นเข้า
มาในอ้อมแขน ขณะที่ริมฝีปากจู่โจมรวดเร็วเข้าที่ริมฝีปากบางอิ่ม ดูดกลืนลิ้นเล็กที่ไม่ทั้นตั้งตัว พร้อมความหวานที่แสนโหยหา และ
ขณะเดียวกัน จูบนั้นก็ได้ดูดกลืนสติของเขาไปอีกจนแทบไม่เหลือ กว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป ทุกอย่างก็กลับสายเกินแก้…

ร่างแบบบางที่ทั้งร่างหลงเหลือเพียงเสื้อที่ถูกดึงร่นขึ้นไปเหนือแผ่นอกที่มีแต่รอยจูบตีตราสีแดงเป็นจ้ำกำลังนอนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้าเขา
แขนทั้งสองข้างพาดปิดใบหน้าจนเขาไม่อาจจะมองเห็นใบหน้าสวยติดหวานนั้นได้ชัดเจนนอกจากริมฝีปากที่เผยออ้ากอบโกยอากาศ
เข้าสู่ปอด ซึ่งภาพเช่นนี้...เขาไม่ได้อยากจะเห็นเลยสักนิด…

“เสี่ยวข่าย…”

“ออกไป…”

“...”

“ฉันบอกให้ออกไปไง!!!! ออกไปจากบ้านของฉัน!!!!” ไม่ว่าเปล่า แขนเรียวยังยกขึ้นมาวาดตบฉาดลงบนใบหน้าของเขาจนหน้าหัน
ซีกแก้มชาวูบก่อนจะเริ่มรู้สึกได้ถึงความเจ็บที่แล่นปลาบตามมา กลิ่นเลือดคล้ายจะคลุ้งขึ้นมาเต็มปากและจมูก และช่างโชคดีจริงๆที่
มันช่วยทำให้สติของเขากลับมามากกว่าห้าสิบเปอร์เซนต์

ดวงตาเรียวเลื่อนกลับไปมองใบหน้าที่แสนคิดถึง ทว่าสิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงใบหน้าเปื้อนน้ำตา น้ำตาแห่งความเจ็บปวด อดสู และ
เจ็บใจ ทุกอย่างนั้นแสดงผ่านทางสายตาและริมฝีปากที่เม้มแน่นของอีกฝ่าย ชัดเจนจนไม่จำเป็นที่จะต้องพูดใดๆอีกต่อไป

เชียนซีเม้มริมฝีปาก เขาไม่ได้ต้องการให้ทุกอย่างมันเป็นเช่นนี้ แต่ทำไม...ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้…

ครั้งนี้เขาผิด ผิดเต็มประตูโดยไร้ข้อโต้แย้ง เขาเป็นคนปล่อยให้จิตใจชักนำร่างกาย ปล่อยให้ความรู้สึกมาอยู่เหนือสมองสั่งการณ์จน
สุดท้ายทุกอย่างก็มาจบลงตรงนี้…

“เสี่ยวข่าย…”

“อย่าเรียกชื่อของฉันอีก...และอย่า...อย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีกเป็นครั้งที่สอง...อี้หยางเชียนซี…” แม้เสียงของจวิ้นข่ายจะสั่นขนาด
ไหน ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับยังคงสามารถกรีดลึกลงไปในหัวใจของเขาได้เป็นอย่างดี เจ็บปวดจนแทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ทำได้
เพียงเม้มริมฝีปากแล้วพยักหน้า จำยอมตกลงรับปากรับคำทั้งๆที่ในหัวใจอยากจะกรีดร้องออกไป อยากจะตะโกนขอโทษและอธิบาย
ทุกอย่างตั้งแต่เริ่ม ทว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่เขาทำก็มีแต่เพียงจากมาโดยไม่หันกลับไปมองหน้าของอีกฝ่ายอีก

ปึง!



สิ้นเสียงประตู เสียงร้องไห้อย่างสุดจะกลั้นก็ระเบิดออกมาอย่างไม่อาจจะทนกักเก็บมันได้อีกต่อไป ร่างแบบบางขดร่างเข้าหากัน มอง
ข้ามความรู้สึกเจ็บปวดของร่างกายเพราะหัวใจที่เจ็บยิ่งกว่า เจ็บที่ถูกย่ำยีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย่ำยีทั้งร่างกายทั้งศักดิ์ศรีจนป่นปี้ไม่มีเหลือด้วยฝี
มือคนๆเดิม ฝ่ามือบางกอดตัวเองที่สภาพแทบไม่เหลือชิ้นดี ทั่วร่างมีแต่ร่องรอยของอี้หยางเชียนซีที่ทิ้งเอาไว้ ความรู้สึกทุกอย่าง ทุก
สัมผัสยังคงชัดเจนบนผิวเนื้อจนรู้สึกขยะแขยงแม้กระทั่งร่างกายของตัวเอง และหวังจวิ้นข่ายไม่มีทางรู้ ว่าหลังประตูที่เพิ่งจะถูกปิดไป
นั่น มีอีกคนที่กำลังหลั่งน้ำตาอย่างเงียบๆโดยไม่มีใคร และไม่มีทางที่จะมีใครมารับรู้ได้…


------------------------------------------------- #QKHate --------------------------------------------------
พาร์ทสองมาอย่างงงๆ ไรท์เองก้มาอย่างงงๆ(?)
คาดว่าเรื่องนี้สามพาร์ทจบค่ะ พาร์ทนี้ยังคงมาม่า พาร์ทหน้า...อืม...ไม่แน่ใจ ขอดูก่องเนอะ----

ความคิดเห็น