[SF QianKai] Hate 3
เพื่ออรรถรสในการอ่าน คนที่ยังไม่เคยอ่านแล้วหลงเข้ามาอ่านพาร์ทหนึ่งกับสองก่อนนะคะ
Part 1
Part 2
ความเกลียด ความเห็นแก่ตัว ความรัก ทุกอย่างมีเพียงเส้นคั่นบางๆที่แบ่งกั้น
ถ้าเช่นนั้นแล้ว พวกคุณจะเลือกอะไร?
หากความเกลียดจะทำให้คุณหนีรอด
ความเห็นแก่ตัวทำให้คุณได้สิ่งที่ต้องการ
แต่ความรัก...กลับผูกมัดคุณเอาไว้...
ไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตอนไหน ทว่าเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา ภาพตรงหน้ากลับพร่าเบลอไม่ชัดเจน ทั้งยังรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่างจนต้อง
ควานหาผ้าห่มผืนบางที่มีอยู่เพียงผืนเดียวในบ้านขึ้นมาคลุมร่างกายที่คว้ากางเกงนอนง่ายๆมาใส่ได้อย่างทุลักทุเลเมื่อคืน ทว่ามันกลับ
ไม่ได้ช่วยให้รู้สึกว่าอุ่นขึ้นเลยสักนิด กลับกันแล้วมันกลับยิ่งรู้สึกหนาวจนร่างกายสั่นสะท้านไปทั้งตัว
“หนาว…” ลำคอแหบแห้งส่งเสียงออกไปได้เพียงคำเดียวที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังแทบจะฟังไม่รู้เรื่อง ร่างกายหนักอึ้งจนไม่อยากแม้แต่จะ
ขยับไปไหน ทว่าเมื่อเหลือบสายตาไปมองทางนาฬิกาตัวเล็กที่บ่งบอกเวลาว่าล่วงเลยเข้าสู่ช่วงบ่ายของวันแล้ว จวิ้นข่ายก็จำต้องฝืน
ร่างกายพยายามลุกขึ้นไป เพื่อที่จะได้ไปทำงานที่ร้านสะดวกซื้อในช่วงกะบ่ายอย่างที่ต้องทำอยู่ทุกวัน
ทว่าทันทีที่ร่างกายออกมากระทบแสงแดด ร่างกายก็ราวกับจะรับไม่ไหวเสียแล้ว ทว่าร่างโปร่งก็ยังคงฝืนเดินต่อไปทั้งๆที่ร่างกายโซ
ซัดโซเซ แทบจะไม่มีสติขณะเดิน รู้สึกว่าตอนนี้ร่างกายกลับเปลี่ยนมาเป็นร้อนผะผ่าวราวกับเตาไฟ หายใจได้อย่างลำบากยากเย็น ขณะ
ที่ขาแทบจะสิ้นเรี่ยวแรงลงที่ข้างถนนเสียเดี๋ยวนั้น…
...ดันมาไม่สบายแล้วมีสภาพน่าสมเพชเช่นนี้เสียได้...หวังจวิ้นข่ายที่แข็งแรงคนนั้นไปไหนเสียแล้ว…
โชคดีที่เขาสามารถมาถึงร้านสะดวกซื้อได้โดยไม่มีการล้มลุกคลุกคลาน ทว่าเพียงแค่เดินเข้าไปถึงในร้าน ร่างกายปะทะเข้ากับความ
ต่างของอุณหภูมิจากด้านนอกเข้าสู่ด้านในจนร่างกายสะท้านเฮือก ความรู้สึกหนาวจนปากสั่นทำให้ร่างโปร่งทำได้เพียงเกาะขอบประตู
ร้านสะดวกซื้อเอาไว้แน่นเพื่อเป็นหลักยึด และนั่นทำให้พนักงานหลังเคาน์เตอร์รีบเข้ามาดูอาการให้
“เสี่ยวข่าย ไม่เป็นไรใช่ไหม!?”
“ไม่เป็นไรครับเกอ…” เสียงที่ใช้ตอบกลับออกไปนั้นแหบแห้งจนคิ้วของคนฟังขมวดเข้าหากัน ฝ่ามือใหญ่ตบลงบนไหล่ของเขา แรง
เสียจนร่างของคนป่วยแทบจะทรุด ซึ่งหากเป็นเวลาปกติ หวังจวิ้นข่ายไม่มีทางมีอาการแบบนี้แน่
“กลับบ้าน” เห็นอาการของอีกฝ่ายแล้ว แทบไม่ต้องเอามืออังหน้าผากก็ยังรู้ ไอร้อนที่แผ่ออกมาผ่านเสื้อที่อีกฝ่ายสวมเอาไว้ปะทะเข้า
กับฝ่ามือของเขาเต็มๆ ชัดเจนแล้วว่าไข้ของอีกฝ่ายสูงขนาดไหน หากเขายังปล่อยให้อีกฝ่ายทำงานต่ออีก มีหวังวันนี้คงจะไม่ต้อง
ทำงานกันแล้ว
“แต่…”
“เดี๋ยวผมพาเขาไปส่งเองครับ” เสียงของผู้มาใหม่ขัดการสนทนาของทั้งคู่ให้ดวงตาทั้งสองคู่ต้องเลื่อนไปมอง ร่างแบบบางของอีกฝ่าย
ตรึงสายตาของพวกเขาทั้งคู่เอาไว้ เช่นเดียวกับรอยยิ้มบางๆบนใบหน้าของอีกฝ่ายที่ยิ่งทำให้ใบหน้าดวงนั้นดูใสซื่อจนคนมองก็ยังไม่รู้
ตัวว่าลดความระแวงไปเกินครึ่ง “ผมชื่อหวังหยวน เป็นคนรู้จักของเพื่อนจวิ้นข่ายอีกที ผมเคยเจอเขา เดี๋ยวผมดูแลเขาเองครับ”
“อา...เอาแบบนั้นก็ได้ ฝากดูเขาหน่อยนะ”
“ไม่มีปัญหาครับ” ทั้งสองฝ่ายคุยกันเสร็จสรรพโดยไม่สนใจริมฝีปากอิ่มซีดที่กำลังจะร้องท้วง และทันทีที่สิ้นคำคนที่ชื่อหวังหยวนคน
นั้นก็เข้ามาช่วยพยุงร่างเขาขึ้นโดยไม่มีแม้แต่การจะไต่ถามสักคำ กระทั่งอีกฝ่ายพาเขาขึ้นรถมาได้ อีกฝ่ายก็เอื้อมตัวไปหยิบเอาเสื้อคลุม
ตัวหนามาห่มเพิ่มความอบอุ่นให้กับคนป่วยที่แทบจะไม่มีแรง และเมื่อรถออกตัวไปได้ไม่นาน สติของหวังจวิ้นข่ายก็ถูกพรากไปด้วย
พิษไข้ที่กำลังรุมเร้าจนตาพร่าเบลอไปหมด ไม่มีแม้กระทั่งสติจะถามในสิ่งที่คิดเอาไว้ก่อนหน้านี้เสียด้วยซ้ำ
และสิ่งแรกที่มองเห็นหลังจากที่ตื่นขึ้นมาก็คือเพดาน เพดานสีครีมสวยสะอาดสะอ้าน ซึ่งไม่ใช่ของบ้านเก่าๆโกโรโกโสของเขาแน่
ทันทีที่คิดได้ดังนั้นแล้วร่างโปร่งก็รีบดันร่างลุกขึ้น ทว่าสิ่งที่ปรากฏเข้ามาในสายตากลับเป็นเครื่องเรือนแบบโมเดิร์นภายในห้องที่
ใหญ่โอ่อ่า ที่เมื่อเทียบขนาดกับบ้านหลังเล็กๆของเขาแล้วอาจจะเล็กกว่านิดหน่อยหรือเท่าๆกันเลยก็ได้…
“อ้าว ตื่นแล้วเหรอ” เสียงของผู้มาใหม่หลังเสียงบานประตูที่ถูกเปิดเรียกสายตาของคนป่วยให้หันไปมอง อีกฝ่ายเผยยิ้มน่ารักเต็มแก้ม
ขณะที่สับขาก้าวเข้ามาหาเขาพร้อมกับถาดอาหารที่มีชามใบใหญ่วางอยู่หนึ่งใบ แม้จะไม่ได้เปิดฝา ทว่ากลิ่นหอมอ่อนๆของอาหารก็ยัง
คงลอยมาแตะจมูกของคนที่ยังคงนั่งอยู่บนเตียงได้จนเรียกเสียงร้องโครกครากจากกระเพาะอาหารที่ว่างเปล่ามาตั้งแต่เมื่อคืนให้ดังขึ้น
หวังหยวนหัวเราะเบาๆกับท่าทีของคนที่ก้มหน้าลงไปกุมท้องตัวเอง ทว่าเขากลับสังเกตเห็นว่าที่ใบหูของอีกฝ่ายนั้นขึ้นริ้วสีระเรื่ออย่าง
ขัดเขินกับอาการที่ไม่เหมาะสมนั่น
“กินอะไรก่อนนะ ซุปข้าวโพดอุ่นกำลังดีเลย กินสักหน่อย” ว่าพลางก็วางถาดอาหารลงกับโต๊ะเล็กข้างเตียง ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้เขา
อีกครั้ง
“เอ่อ…”
“ไม่ต้องคิดมากหรอก ฉันเป็นคนรู้จักของเพื่อนนายจริงๆ แล้วก็เคยเจอนายแล้วด้วย แค่นายไม่เห็นฉันเท่านั้นเอง”
“เพื่อน…? ใครงั้นเหรอ แล้วนายเคยเห็นฉันที่ไหน แล้วที่นี่ที่ไหน ทำไมนายต้องทำดีกับฉันขนาดนี้ด้วย?”
คำถามที่ถูกยิงมาทำให้หวังหยวนรู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่สนิทใจกับเขา ซึ่งนั่นก็ช่วยไม่ได้ หากสลับสถานะกัน ตัวของเขาเองก็คงไม่อาจจะ
สนิทใจได้กับคนที่แม้แต่จะเคยเห็นหน้าก็ยังไม่เคยด้วยซ้ำเช่นนี้ ยิ่งบอกว่าเป็นคนรู้จักของเพื่อนด้ยแล้ว อย่างน้อยก็น่าจะเคยเห็นหน้า
ค่าตากันบ้าง ทว่านี่กลับไม่มีแม้กระทั่งในเศษเสี้ยวความทรงจำด้วยซ้ำ
“เพื่อนของนายเขาไม่อยากจะให้ฉันพูดถึงเขา ฉันเองก็คงพูดอะไรมากไม่ได้”
“นาย…”
“เอาเถอะน่า กินซุปนี่สักหน่อย ไม่มียาหรอก ถ้าไม่เชื่อฉันกินให้ดูก่อนเป็นไง?” ไม่ว่าเปล่า ฝ่ามือเรียวขาวๆนั่นยังทำท่าจะคว้าเอาช้อน
ขึ้นมาจริงๆจนหวังจวิ้นข่ายต้องรีบคว้ามือของอีกฝ่ายเอาไว้ ซึ่งการกระทำเช่นนั้นเรียกรอยยิ้มเผล่มาจากคนตรงหน้าได้ทันทีจนฝ่ามือ
เรียวต้องรีบละออกจากข้อมือเล็กของอีกฝ่าย
“ไม่ต้องหรอก ขอบใจมาก” ว่าจบจวิ้นข่ายก็รีบรั้งเอาถาดทั้งถาดมาวางไว้บนตัก เปิดฝาแล้วใช้ช้อนตักเอาส่วนบนของซุปที่ยังคงอุ่น
ค่อนร้อนขึ้นมาชิม รสชาตนุ่มหอมกรุ่นไหลลงลำคอได้อย่างรวดเร็วพร้อมรสหวานปนเค็มของซุปและข้าวโพด ทำเอาคนที่ไม่ได้มี
อะไรตกถึงท้องมาหลายชั่วโมงรู้สึกอุ่นวาบไปตลอดแนวหลอดอาหาร
หวังหยวนยิ้มเมื่ออีกฝ่ายเริ่มตักช้อนที่สองและสามขึ้นมาส่งเข้าปาก อย่างน้อยหากสามารถรับอาหารเข้าไปได้ก็หมายความว่าอาการน่า
จะดีขึ้นแล้ว แบบนั้นเขาค่อยวางใจแล้วรายงานให้กับเจ้านายของเขาได้เสียหน่อย
ครืด...ครืด…
เสียงสั่นจากในกระเป๋ากางเกงทำให้หวังหยวนที่ไม่ทันตั้งตัวเผลอสะดุ้ง ดวงตาเรียวเลื่อนลงมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่กำลังโชว์
หมายเลขโทรเข้าซึ่งก่อนหน้านี้เขาเป็นฝ่ายโทรตามมาเองขณะที่ยังอยู่บนรถ นิ้วเรียวเลื่อนกดรับสายแล้วเดินผละออกไปทางมุมห้อง
คุยเป็นการส่วนตัวให้คนป่วยเหลือบตามองทีหนึ่งแล้วหันกลับมาสนใจกับซุปตรงหน้าต่อโดยไม่คิดจะถามใดๆ
ทว่าหลังจากที่หวังหยวนวางสายไปได้ไม่นาน ประตูห้องกลับถูกเคาะให้คนตัวเล็กเดินไปเปิด
ผู้มาใหม่เป็นชายหนุ่มที่น่าจะอายุมากกว่าพวกเขาไม่มากนัก ดวงตาติดจะคมถูกซ่อนเอาไว้หลังกรอบแว่น หน้าตาท่าทางที่ดูเข้าหาง่าย
ทำให้จวิ้นข่ายที่ละสายตาออกมาจากซุปที่พร่องไปพอสมควรและเริ่มทำให้เขารู้สึกไม่อยากอาหารเลือกที่จะวางถาดบนตักลงแล้ว
ทำท่าจะลุกขึ้นมาโค้งให้อีกฝ่าย ทว่าไม่นึกว่าฝ่ายผู้มาใหม่จะไม่เปิดโอกาสให้เขาขนาดที่ว่าแม้แต่จะลุกยังทำไม่ได้ด้วยการเข้ามาแตะ
มือลงบนไหล่ของเขาเบาๆ
“ไม่ต้องลุกหรอกครับ”
“เอ่อ…”
“ผมเป็นหมอน่ะครับ พอดีคุณหวังหยวนขอให้ผมมาช่วยดูอาการคุณหน่อย” ไม่ว่าเปล่า อีกฝ่ายยังวางกล่องอุปกรณ์ในมือลงบนพื้น
แล้วหยิบเอาของที่ต้องใช้ขึ้นมา แสดงความเป็นมืออาชีพด้วยการเริ่มตรวจอย่างคล่องแคล่วจนคนที่ถูกจับตรวจร้องท้วงไม่ทัน ทำได้
เพียงแค่มองไปทางหวังหยวนอย่างกังวล เพราะแน่นอนว่าเขาไม่ได้มีเงินแม้แต่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาล ทว่ามันก็ไร้ความหมายเมื่ออีก
ฝ่ายเพียยิ้มตอบกลับเขามา
แล้วเขาจะทำอย่างไรได้นอกจากปล่อยเลยตามเลย…
“ช่วงนี้ก็พักผ่อนมากๆ ทานยาตามที่ผมให้ ไม่เกินสามวันก็จะหายดีครับ”
“ขอบคุณมากนะครับคุณหมอ” ว่าพลางก็ค้อมหัวลงน้อยๆให้อีกฝ่ายยิ้มรับแล้วเดินออกไปจากห้องโดยมีหวังหยวนพาอีกฝ่ายไปส่ง
ทางด้านนอก และจวิ้นข่ายคิดไปเองว่าอีกฝ่ายคงจะจ่ายเงินค่ารักษาให้กับคุณหมอคนนั้นไปด้วย
“เท่านี้ก็สบายใจได้แล้ว ฉันจะได้รายงานให้เพื่อนของนายได้ถูก” ทันทีที่ร่างเล็กเดินเข้ามา รอยยิ้มกว้างก็ประดับอยู่บนใบหน้า ชนิดที่จ
วิ้นข่ายก็ยังดูออกว่ามันกว้างที่สุดเท่าที่อีกฝ่ายจะทำได้แล้ว ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าจะสามารถปล่อยวางให้เรื่องมัน
เลยตามเลยไปเช่นนี้ได้
“เมื่อกี้นายจ่ายเงินค่ารักษาไปเท่าไหร่?”
“ไม่ต้องคิดมากหรอก เพื่อนของนายเขาจ่ายให้หมดนั่นล่ะ”
คำพูดนั้นทำให้คิ้วของหวังจวิ้นข่ายขมวดเข้าหากัน ทว่าในตอนนั้นเขาไม่ได้สงสัยเลยว่าที่แท้แล้วสิ่งที่เพื่อนของเขาคนนี้ต้องการ
นั้น...คืออะไรกันแน่…
หนึ่งสัปดาห์แล้วที่ไม่ได้ก้าวออกนอกรั้วบ้านหลังใหญ่ที่เรียกได้ว่าเป็นคฤหาสน์ ไม่แม้แต่จะได้ออกไปเดินเล่นตามท้องถนนหรือออก
ไปทำงานดังเช่นที่เคยทำมาตลอดหลายปี
จวิ้นข่ายได้แต่นั่งอยู่ในสวนสวยที่ทั้งใหญ่ทั้งโอ่อ่า ทว่ากลับมีแต่คนสวนสี่หรือห้าคนที่ทำงานกันเป็นพักๆให้ได้เห็นอยู่ในสายตาพอ
ให้รู้ว่าบ้านหลังนี้ยังคงมีคนอยู่ ไม่มีใครคิดจะเข้ามายุ่งกับเขา และให้ความเป็นส่วนตัวกับเขาสูงมาก ทว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาคิดจะออก
ไปนอกรั้วบ้าน เมื่อนั้นทุกคนก็แทบจะกรูเข้ามารั้งเขาจนเขาไม่มีทางเลือก จนตอนนี้วันๆเขาทำได้แค่เพียงนั่งเล่นนอนเล่นไปเรื่อย
เปื่อย และมีบ้างที่หวังหยวนจะเข้ามาทักทาย ซึ่งเรื่องนี้มันก็ตั้งแต่สองสามวันก่อนมาแล้ว
สิ่งที่ตอนนี้ติดใจเขามากที่สุดคือเจ้าของบ้านหลังนี้กำลังคิดจะทำอะไร หรืออันที่จริงน่าจะถามว่าคุณชายของบ้านกำลังคิดจะทำอะไร
กับเขามากกว่า
เขาไม่ได้คิดกับอีกฝ่ายในทางร้ายเลย ทุกอย่างที่นี่ดูดี ดีจนเกินกว่าที่เพื่อนจะทำให้กับเพื่อน และดีเกินกว่าที่จะต้องการสิ่งตอบแทนใดๆ
จากเขา อยู่ที่นี่ร่างกายสุขสบายดีทุกอย่าง ใจเองก็ไม่ได้ถูกบังคับขู่เข็ญให้ต้องอึดอัด นอกจากเรื่องที่ไม่ให้ออกไปไหนแล้ว ทุกอย่างที่นี่
ก็สุขสบาย ได้กินอิ่มนอนหลับดีทุกวัน เขาจึงเพียงแค่อยากจะรู้ว่าที่แท้แล้วอีกฝ่ายเป็นใคร ทำไมถึงได้ทำดีกับเขานัก
เพราะเขาไม่เคยได้พบคนที่อ้างตนว่าเป็นเพื่อนของเขาคนนี้เลยสักครั้ง ไม่ว่าเขาจะอยู่รอจนผลอยหลับไปอยู่ที่ห้องรับแขกอยู่กี่ครั้ง
สุดท้ายแล้วเขาก็จะตื่นขึ้นมาในห้องที่ถูกจัดเอาไว้ให้เขาทุกครั้ง
เขาอยากเจอ...อยากรู้ว่าที่แท้แล้วอีกฝ่ายเป็นใคร…
สุดท้ายแล้วร่างโปร่งก็ตัดสินใจกลับห้องเมื่ออากาศเริ่มเย็นลงตามระยะห่างของดวงอาทิตย์กับขอบฟ้าที่ใกล้กันมากขึ้นทุกที อีกไม่นาน
ท้องฟ้าก็คงจะมืด และหลังมืออาหารเย็น เขาก็คงจะกลับขึ้นมาอ่านหนังสือ แล้วผลอยหลับไปอย่างทุกที…
ใช่ จวิ้นข่ายคิดเช่นนั้น ทว่ากลับไม่ใช่สำหรับคืนนี้…
เสียงเปิดประตูผางออกจนบานประตูกระแทกเข้ากับกำแพงปลุกให้คนที่ฟุบหลับอยู่กับโต๊ะสะดุ้งตื่น เมื่อดวงตาที่ยังคงปรือปรอยมอง
ไปทางร่างเล็กของผู้มาใหม่ก็ทำให้คิ้วเรียวต้องขมวดเข้าหากัน
“หวังหยวน…?”
“ช่วยมากับฉันด้วย” เสียงของอีกฝ่ายนั้นฟังดูจริงจัง หากทว่าก็ร้อนรนไม่แพ้กันจนคนที่ยังไม่ตื่นดีคล้ายจะตาสว่าง เขาไม่เคยเห็นอีก
ฝ่ายเป็นเช่นนี้ และนั่นชี้ให้เขาเห็นโดยสัญชาตญาณว่าเรื่องที่ทำให้อีกฝ่ายเป็นเช่นนี้คงจะเป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่น้อย
ร่างโปร่งของจวิ้นข่ายจึงทำเพียงคว้าเสื้อคลุมมาสวมแล้วตามอีกฝ่ายไปขึ้นรถ ทันทีที่ประตูปิดสนิท รถก็แทบจะกระชากตัวออกไปจน
จวิ้นข่ายมั่นใจว่าเรื่องที่อีกฝ่ายกำลังกังวลอยู่นี้จะต้องเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่มากๆ...
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ฉันรู้ว่านายอยากรู้ว่าใครเป็นเจ้าของบ้านที่นายอยู่อยู่นี่ทุกวัน” สิ่งที่ออกมาจากปากของหวังหยวนพาให้คนฟังตัวเกร็งขึ้นมา ไม่นึกว่า
สิ่งที่เขาสงสัยมาหลายวันจะได้รับการเปิดเผยเอาตอนนี้โดยไม่ทันตั้งตัว
“เกี่ยวกับเขาเหรอ?”
“ใช่…” เสียงของหวังหยวนฟังดูแหบแห้งจนน่าใจหาย “เขาเป็นคนที่นายรู้จัก รู้จักดีเสียด้วย เพียงแต่เขาไม่อยากจะเจอหน้านาย”
“ไม่อยากเจอหน้าฉัน…? หมายถึง...เขาไม่ชอบหน้าฉันเหรอ แล้วทำไม…”
“เปล่า แต่เป็นนาย นายต่างหากที่เกลียดเขา” สิ่งที่ได้ยินทำให้จวิ้นข่ายต้องมุ่นคิ้วเข้าหากัน กำลังจะอ้าปากถาม หากทว่าหวังหยวนกลับ
ไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาพูดด้วยการอธิบายต่อ “เขาแค่อยากชดใช้ แต่ไม่รู้จะทำยังไง เขาบอกแต่ว่าเขาผิดต่อนาย แม้แต่ตอนที่เล่าเรื่อง
เมื่อหลายปีก่อน หรือเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ฉันฟัง เขาก็เอาแต่ขอโทษนายอย่างเดียว”
“...” สมองของจวิ้นข่ายคล้ายจะเบลอไปชั่วขณะ แม้สิ่งที่อีกฝ่ายเล่าจะไม่ได้กล่าวถึงชื่อของบุคคลที่สามที่ถูกเอ่ยถึง ทว่าในสมองของ
เขากลับมีชื่อหนึ่งที่ผุดขึ้นมา…
อี้หยางเชียนซี…
“แต่ฉันคิดว่าเรื่องเมื่อหลายปีก่อนนั่น...เขาไม่ได้ผิด”
จวิ้นข่ายรู้สึกอยากจะค้านหวังหยวนขึ้นมา อีกฝ่ายไม่มีทางรู้ว่าเขารู้สึกอย่างไรในตอนนั้น แม้สติจะพร่าเบลอ และควบคุมร่างกายแทบ
ไม่ได้ ทว่าความรู้สึกในตอนนั้นของเขานั้น...ราวกับถูกคนที่ไว้ใจที่สุดหักหลัง ทั้งเจ็บปวด ทั้งเศร้า ทั้งโกรธแค้น ผสมปนเปกันไป
หมดจนไม่รู้จะบรรยายออกมาอย่างไรดี
“นายอาจจะไม่รู้ตัว แต่ตอนนั้นทั้งนายทั้งเขาต่างก็ถูกยาทำให้เป็นแบบนั้น และก็เป็นนายเองที่รับเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า”
หากเป็นเช่นนั้นจริง...ทำไมถึงไม่พูดออกมากันล่ะ อี้หยางเชียนซีกลัวอะไร...
“เขาก็แค่รักนายเท่านั้น จวิ้นข่าย เชียนซีก็แค่รักนายและพยายามทำเพื่อนาย”
ถ้าทำเพื่อเขาจริง...ทำไมถึงไม่ยอมบอกเขาตอนที่ได้พบกันอีกครั้ง ทำไมถึงเลือกที่จะทำร้ายเขาอีก...
“นายจะอภัยให้เขาได้ไหม อภัยให้กับคนที่เจ็บปวดกับสิ่งที่เขาทำผิดมาตลอด…”
เจ็บปวดกับสิ่งที่ทำผิดมาตลอด...แล้วก็ทำผิดซ้ำอีก...
“จะช่วยอภัย...ให้กับคนที่ตอนนี้แทบจะเป็นตายเท่ากันอยู่แล้วได้ไหม…”
คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ลมหายใจของจวิ้นข่ายสะดุดกึก
“นายหมายความว่ายังไง!?” สติคล้ายจะหดหายไปหมด ดวงตาของจวิ้นข่ายเบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนก ทว่าเมื่อเขามองไปที่สีหน้า
เจ็บปวดของหวังหยวนแล้วหัวใจของเขาก็ราวกับร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม น้ำตาหยดหนึ่งที่หยดออกมาจากดวงตาเรียวของคนที่กุมพวง
มาลัยแน่นยิ่งบีบรัดหัวใจของคนมองจนรู้สึกเจ็บหน่วงไปหมด…
“เชียนซี...เขาถูกยิง…”
“!!!?”
“เขาสืบจนรู้ว่าใครเป็นคนที่ฆ่าพ่อแม่ของนาย ดำเนินการกับศาลจนสำเร็จไปเกินครึ่งแล้ว หลักฐานทุกอย่างแน่นหนา เชียนซีมั่นใจว่า
เขาจะชนะ แต่ทางนั้นกลับเล่นสกปรก...ทางนั้นส่งคนมายิงเขา…”
“ม…”
“ตอนนี้เขายังอยู่ในห้องผ่าตัดอยู่เลย!!! ยังไม่รู้เลยว่าจะเป็นตายยังไง!!!!!” คล้ายสุดจะกลั้น หวังหยวนระเบิดเสียงร้องไห้ออกมาพร้อม
น้ำตาที่พาให้บีบรัดหัวใจคนมองยิ่งกว่า ในใจของจวิ้นข่ายรู้สึกหน่วงอย่างประหลาด จนไม่แม้แต่จะรู้ตัวว่าน้ำตาหยดออกมาจากกรอบ
ตาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่แม้แต่จะมีเสียงสะอื้น ทว่าในใจกลับรู้ดีว่าเขากำลังเจ็บปวด…เจ็บปวด...ที่รู้ว่าอี้หยางเชียนซีกำลังจะตาย...
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้...เขาเกลียดอี้หยางเชียนซีไม่ใช่หรือ...ทำไมล่ะ…
...ทำไมความรู้สึกเกลียดที่ปลูกฝังให้ตนเองมาตลอดกลับใช้ไม่ได้ผล ทำไมความรู้สึกเกลียดที่พยายามจะเอามากลบทับความรู้สึกที่ไม่
ควรจะมีกับอีกฝ่ายกลับไม่สามารถที่จะกลบความรู้สึกที่เขาเคยมีนั้นได้มิด ทำไมความรู้สึกเกลียดชังเหล่านั้นถึงได้มลายหายไปได้
ง่ายดาย ความรู้สึกเกลียดชังที่มีมาเกือบสิบปี กลับสู้ความรู้สึกที่ตกหลุมรักอีกฝ่ายเพียงปีเดียวไม่ได้…
มันเป็นเพราะสิ่งที่เขาเพิ่งได้รับฟัง หรือแท้จริงแล้วจะเป็นที่ตัวเขาเองที่ไม่เคยลืม และไม่อาจที่จะหยุดรักเชียนซีได้แม้ว่าจะเกลียดชังแค่
ไหนก็ตาม…
ยิ่งได้รับรู้ว่าสิ่งที่เขาสงสัยมาตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา คนที่ทำดีกับเขาทว่ากลับไม่แม้แต่จะออกชื่อให้ได้ยินคืออีกฝ่าย ความรู้สึกเกลียดที่
เคยมีและถูกสร้างขึ้นมาคล้ายกำแพงกั้นความรู้สึกของตนเองมันก็ยิ่งแตกร้าวจนไอความรู้สึกที่กักเก็บนั้นเริ่มมามีผลต่อตัวเขาเช่นนี้
และยิ่งรู้ว่าเชียนซีกำลังจะตาย...กำลังจะหายไปเพราะเรื่องของเขา...กำแพงที่แตกร้าวนั้นก็ราวกับพังครืนลงมา…
ทว่าความรู้สึกเหล่านั้นก็ราวกับพังทลายลงทั้งหมดเมื่อตัวเขาสามารถเห็นสภาพของอีกฝ่ายได้ชัดตา…
ร่างของเชียนซีที่ถูกเชื่อมเข้ากับอุปกรณ์ทางการแพทย์หลายชนิดผ่านสายระโยงระยาง ท่อช่วยหายใจที่สอดผ่านทางปาก เลือดและน้ำ
เกลือที่ยังคงถูกส่งเข้าสู่กระแสเลือดของร่างที่นอนแน่นิ่ง เครื่องมือมากมายที่ถูกวางรายรอบ เตรียมพร้อมไว้สำหรับการช่วยชีวิตทุก
เมื่อหากเกิดเหตุฉุกเฉิน กับร่างที่แม้แต่จะหายใจเองก็ยังทำไม่ได้ของอี้หยางเชียนซี…
“มีกระสุนนัดหนึ่งที่ยิงเข้าที่ศีรษะ เราจำเป็นต้องดูอาการเขาไปอีกสักระยะ”
“มีความเป็นไปได้ที่จะรอดมากแค่ไหนครับคุณหมอ?” แม้เสียงของหวังหยวนจะสั่น ทว่าหลังจากที่อีกฝ่ายได้ระเบิดร้องไห้ไปในรถ
คนตัวเล็กก็คล้ายจะได้สติกลับมามากกว่าแปดสิบเปอร์เซนต์ ซึ่งนั่นคือสาเหตุที่ตอนนี้คนที่กำลังคุยกับหมอคือหวังหยวนที่น่าจะสติ
แตกมากกว่านี้แทนที่จะเป็นคนที่ได้แต่ยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกใสมองร่างของคนเจ็บที่อยู่ในห้องปลอดเชื้อเช่นหวังจวิ้นข่าย
“เรื่องนี้…” สีหน้าของคุณหมอดูกระอักกระอ่วนขณะที่ตริตรองถึงคำตอบที่ดีที่สุด “เราจะพยายามเต็มที่ครับ”
...ชัดเจน…
ชัดเจนว่าแม้แต่หมอก็ยังไม่แน่ใจ ชีวิตของอี้หยางเชียนซีกำลังอยู่บนเส้นระหว่างความเป็นกับความตายด้วยเรื่องของเขา…
จวิ้นข่ายรับรู้ได้ถึงขาทั้งสองข้างที่สั่นและกำลังจะสิ้นเรี่ยวแรงในอีกไม่นาน สองมือได้แต่เกาะกับบานกระจกเพื่อยึดร่างของตนเองไม่
ให้ล้มลงไปเสียก่อน เขายังไม่ได้พูด...ไม่ได้พูดอะไรกับอีกฝ่ายเลย…
“นายมันไร้ความรับผิดชอบ…” เสียงของเขาสั่นและแหบพร่า และไม่รู้ว่าจะดังมากพอให้คนที่ไม่ได้สติด้านในได้ยินหรือเปล่า ไม่
สนใจว่าหวังหยวนจะยังคงยืนอยู่ด้านหลังเขา เขารู้แต่ว่าเขาอยากพูด อยากจะระบายความอัดอั้นออกมา “ฉันไม่สนว่านายจะฝากหวัง
หยวนมาพูด หรือเขาจะพูดมันออกมาเอง ก็แค่ขอโทษ ทำไมนายมาพูดด้วยตัวเองไม่ได้? ทำไมนายถึงได้มานอนอยู่ตรงนี้ ทำไมนาย
ต้องทำร้ายความรู้สึกของฉันทุกที ทำไมถึงทำให้ฉันเจ็บทุกทีอี้หยางเชียนซี!!!?”
ปลายเสียงของจวิ้นข่ายสั่นอย่างหนัก ขณะที่ในที่สุดขาทั้งสองข้างก็ทรุดลงกับพื้น ในหัวใจปวดแปลบ ขณะที่น้ำตาค่อยๆรวมตัวกัน
เป็นหยดหลั่งออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ลุกขึ้นมา...ลุกขึ้นมาพูดกับฉันเองสิ...เชียนซี...ลุกขึ้นมา...ฮึก…” ในที่สุดจวิ้นข่ายก็ร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น ไหล่ทั้งสองข้างรวม
ไปถึงแผ่นหลังโปร่งโก้งโค้งลงกอดตัวเองทั้งๆที่สั่นสะท้าน เสียงร้องไห้ดังบีบรัดหัวใจของหวังหยวนที่ทำได้แต่เพียงยืนนิ่ง ปลายจมูก
และขอบตาของคนที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งเลขาขึ้นสีระเรื่อคล้ายพร้อมที่จะร้องไห้ตามอีกคนในห้องไปด้วย ทว่าเขาก็รู้ดีว่าหากเขาดันมา
ร้องไห้ไปด้วย แล้วใครจะเป็นคนคอยปลอบคอยช่วยคนที่กำลังเจ็บปวดเจียนตายเช่นจวิ้นข่ายได้
หวังหยวนเดินเข้าไปทรุดเข่าลงข้างๆคนที่ร้องไห้ออกมาหนักกว่าตัวเขาก่อนหน้านี้เสียอีก ทั้งๆที่ดูเข้มแข็งมาตลอด วางมือลงบนไหล่
ของอีกฝ่ายเพียงเพื่อหวังว่าความอบอุ่นของมนุษย์ด้วยกันจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดในใจของอีกฝ่ายลงได้สักนิดก็ยังดี ทำได้เพียง
ปล่อยให้เสียงสะอื้นไห้ดังคลอไปกับความเงียบและความหวังบางๆเส้นสุดท้ายว่าคนที่อยู่อีกฟากของกระจกจะอาการดีขึ้นและฟื้นขึ้น
มาโดยเร็ว…
ไม่ทันไรก็ผ่านไปแล้วสามเดือน…
สามเดือนที่ไร้ซึ่งความสุข สามเดือนที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวา สามเดือน...ที่บั่นทอนความหวังลงไปทุกที…
และขณะเดียวกัน ก็เป็นสามเดือนที่จวิ้นข่ายเข้ามาอยู่ในบ้านตระกูลอี้
“เสี่ยวข่าย นายไม่ต้องทำเยอะหรอก เสียดายออก” เสียงของหวังหยวนที่แทบจะกลายมาเป็นผู้อาศัยประจำบ้านอีกหนึ่งรายยืนบ่นคนที่
กำลังง่วนอยู่หน้าเตา ขณะที่มือคอยตักไอศครีมเข้าปากอยู่เป็นพักๆ ซึ่งนี่ก็กลายเป็นเรื่องปกติของบ้านไปแล้ว และทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้
ฝ่ายคู่สนทนาก็มักจะเงียบกลับมาเสียทุกที “ถึงยังไง ทำไปเขาก็กินไม่ได้อยู่ดี…”
“ฉันรู้ว่าที่ทำไปมันเสียเปล่า” ทว่าครั้งนี้ไม่เหมือนเดิม จวิ้นข่ายตอบกลับมา แม้จะด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบ ทว่าสำหรับคนที่แทบจะ
เอาแต่เงียบมาตลอดสามเดือนที่ผ่านมาแล้ว นั่นถือเป็นสัญญาณที่ดีที่อย่างน้อยก็ทำให้เขารู้ว่าจวิ้นข่ายเริ่มจะยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้
มากขึ้นแล้ว “ฉันก็แค่...อยากทำ…”
“เฮ้อ...เอาเถอะ แต่ฉันมีข้อแม้นะ ถ้าวันนี้เขาไม่ฟื้น ฉันจะจัดการอาหารของนายเอง” เอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าที่ทำได้เพียงเรียกสายตา
ของจวิ้นข่ายกลับมาทีหนึ่ง และหลังจากนั้นก็ไร้การตอบรับกลับมาเช่นเดิมจนคนที่คิดว่าจะชวนอีกฝ่ายคุยเรื่องนี้ได้อีกสักหน่อยจำต้อง
ล้มเลิกความคิดไป “จะว่าไป ฉันบอกนายหรือยังว่าศาลมีคำตัดสินออกมาแล้ว?”
บทสนทนาเรื่องใหม่ถูกเริ่มขึ้นทันทีเพื่อไม่ให้บรรยากาศน่าอึดอัดจนเกินไป และนั่นทำให้มือที่กำลังจับตะหลิวกับกระทะอยู่ของคน
ฟังชะงักกึก
“คำตัดสินออกมาแล้ว…?”
“ใช่”
“เป็นยังไง”
“เราชนะ” เพียงสองคำสั้นๆที่ได้ยินทำให้มือของจวิ้นข่ายกลับมาทำงานอีกครั้งจนหวังหยวนที่คาดหวังการตอบสนองมากกว่านี้ถอน
หายใจเฮือก ไอศครีมในมือคล้ายจะรสชาติกร่อยลงไปถนัด รีบๆตักสองคำสุดท้ายเข้าปาก ขณะที่จวิ้นข่ายเริ่มจัดอาหารใส่ในภาชนะที่
จะนำไปเยี่ยมคนที่ยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงเช่นทุกที
ตอนที่มาถึงโรงพยาบาลจวิ้นข่ายไม่ได้ต้องเดินไปที่ห้องปลอดเชื้อเหมือนครั้งแรก ร่างของเชียนซีถูกย้ายเข้าไปในห้องไอซียูเดี่ยวตั้งแต่
หนึ่งเดือนที่แล้ว และนั่นทำให้จวิ้นข่ายแทบจะใช้เวลาตลอดวันในการมาอยู่กับอีกฝ่าย อย่างน้อยๆก็ตามระยะเวลาที่โรงพยาบาล
กำหนดให้เข้าเยี่ยมได้
ร่างโปร่งทิ้งตัวลงนั่งข้างเตียง ยื่นมือออกไปกุมฝ่ามือของคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงมาหลายเดือน เชียนซีดูซูบไปมาก และมันทำให้คน
มองอดที่จะรู้สึกเจ็บปวดไม่ได้ และอดที่จะคิดไม่ได้ว่าหากเชียนซีไม่ทำเพื่อเขา...อีกฝ่ายก็คงไม่ต้องมาอยู่ในสภาพเช่นนี้…
“นายจะนอนไปอีกนานขนาดไหน เชียนซี เมื่อไหร่นายจะฟื้นขึ้นมา…” ดวงตาคู่สวยของร่างโปร่งมองจ้องใบหน้าคมสันที่ยังคงมี
เครื่องช่วยหายใจสอดเข้าไปในริมฝีปากที่ซีดเซียวและแตกแห้ง หัวใจเจ็บปวดทุกครั้งที่ต้องมองจ้องเชียนซีที่เป็นเช่นนี้ ทว่าอีกใจก็ไม่
อยากจะละสายตาไปด้วยความหวังที่ว่าเชียนซีจะฟื้นขึ้นมาในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง
ทว่าอีกใจหนึ่งก็รู้ดีว่าเชียนซีอาจไม่ฟื้นขึ้นมาดังเช่นหลายเดือนที่ผ่านมา และอาจเป็นได้เพียงฝันลมๆแล้งๆที่ไม่อาจจะเป็นจริงได้
แต่ในใจจวิ้นข่ายก็ยังไม่อยากจะปล่อยความหวังนั้นไป ต่อให้เป็นเพียงสิ่งที่ไม่มีวันเป็นจริงเขาก็อยากจะลองเชื่อดูสักครั้ง…
...อยากจะปล่อยให้ตนเองได้เชื่อและมีความสุขดูสักครั้งหลังจากที่ทรมานตนเองอยู่ในความโกรธเกลียดมานานหลายปี แม้ว่าลึกๆใน
ใจจะยังคงเจ็บปวดทุกครั้งที่มองดูร่างที่แน่นิ่งของเชียนซีก็ตาม…
ฝ่ามือเรียวเลื่อนขึ้นแตะสัมผัสข้างแก้มเย็นเฉียบของเชียนซีทีหนึ่ง หวังเพียงว่าสัมผัสแผ่วเบาจะช่วยทำให้ความหวังของเขาเป็นจริงขึ้น
มาสักครั้ง ทว่ายิ่งแตะนานเท่าไหร่ ความเย็นเยียบของผิวเนื้อก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกเย็นวูบโหวงไปถึงในใจมากขึ้นเท่านั้น ส่งให้ริมฝีปาก
บางอิ่มต้องเม้มเข้าหากันแน่นเพื่อนกลั้นก้อนสะอื้นที่มาจุกถึงลำคอ ทว่ามันก็ยังไม่อาจจะกลั้นน้ำตาที่ค่อยๆหลั่งรินออกมาอย่าง
เงียบเชียบ เปรอะเปื้อนใบหน้าของคนที่เคยต้องเข้มแข็งและยังคงต้องทำเป็นเข้มแข็งต่อหน้าคนอื่นให้ใบหน้าติดสวยหวานดูทั้งโศก
เศร้าและเจ็บปวดยิ่งกว่าที่เคยเป็น
หากว่าการที่เขาสามารถละความเกลียดลงได้จะสามารถทำให้เขาได้อะไรก็ตามที่ต้องการหนึ่งข้อ...เขาก็หวังอยากจะให้เชียนซีตื่นขึ้น
มาสักที ตื่นขึ้นมามองเขา...เรียกเขา…
...กลับมาหาเขา…
ทว่าสุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไรต่างไปจากเดิม ไม่มีอะไร...นอกจากหัวใจที่เจ็บปวดซ้ำๆจากความรู้สึกผิดหวัง เจ็บ...แต่ก็ยังไม่อาจด้านชา
และยังคงหวังต่อไปแบบนี้แม้จะกลายเป็นการทรมานตนเองมากกว่าทำให้มีความสุขตามที่ตั้งใจ
“ฟื้นขึ้นมาเถอะนะ เชียนซี…” ปลายเสียงของจวิ้นข่ายสั่นเครือ ฝ่ามือบางกุมฝ่ามือเย็นชืดของร่างที่อยู่บนเตียงขึ้นมาแนบข้างแก้มที่
เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาที่ยังคงไม่ขาดสาย “ได้โปรด ฉัน...ฉัน...ฮึก…”
ไรฟันคมขบลงบนริมฝีปากจนกลายเป็นสีขาว ทว่าจวิ้นข่ายก็ยังไม่อาจจะพูดคำใดๆออกไป ดวงตาที่ทั้งสวยทั้งโศกหลุบลงอย่างสุด
กลั้น ไม่รู้ว่าเขาจะยังสามารถทำอะไรได้อีก สำหรับคนเช่นเขาที่ไม่รู้อะไรเลยว่าเชียนซีทำเพื่อเขาขนาดไหน ไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเรื่อง
ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนนั่นไม่ใช่ความผิดของเชียนซีทั้งหมดแล้ว...เขารู้สึกว่าตอนนี้เขาช่างไร้ค่า...ไร้ค่าเหลือเกิน…
และอดที่จะคิดไม่ได้ว่าตนเองนั้นไร้ค่า...เกินกว่าที่จะมาอยู่ตรงนี้หรือเปล่า…
หรือว่าแท้จริงแล้ว...เขาจะควรเป็นฝ่ายที่หายไปแต่ต้น...ถ้าทำแบบนั้นแล้วเชียนซีจะสามารถฟื้นขึ้นมาได้หรือเปล่า…
“ถ้าฉันไปแล้วนายจะฟื้นขึ้นมาไหม? ถ้าฉันไปนายจะตื่นขึ้นมาหรือเปล่า…”
“ต่อให้ฉันอยากเห็นนายฟื้นขึ้นมาขนาดไหนฉันก็ไม่มีทางที่จะได้เห็นอย่างนั้นเหรอ เชียนซี นายโกรธฉันขนาดนั้นเลยเหรอ…”
จวิ้นข่ายรู้ดีว่าตอนนี้ตนเองกำลังงี่เง่ากับคนที่ยังไม่แม้แต่จะได้สติ เขาควรที่จะพูดให้กำลังใจ พูดเรื่องที่สบายใจกับเชียนซีถึงจะถูก
แต่ตัวเขาเองก็รู้สึกเกินกว่าจะทนไหวแล้วเหมือนกัน เขารู้สึกผิดและเจ็บปวดทุกครั้งที่มองเห็นเชียนซีในสภาพเช่นนี้
สามเดือน สามเดือนเต็มๆ ระยะเวลาเกือบร้อยวันที่ทำได้เพียงมองดูร่างที่แน่นิ่งตรงหน้า มองเห็นซ้ำๆ ทุกวันๆ ตอกย้ำลงที่เดิมๆทุก
ครั้ง เจ็บปวดจนแทบจะเกินทานทนจนมีความคิดบ้าๆผุดขึ้นมาในหัวเช่นนี้มันก็เพราะความเจ็บปวดที่มากมายเกินกว่าจะทนรับได้ไหว
อีกแล้ว…
“ขอร้อง...เชียนซี ขอแค่นายตื่นขึ้นมา...ให้ฉันได้เห็นนายฟื้นขึ้นมา...ฉันจะไป…” เสียงของจวิ้นข่ายสั่นจนเกินกว่าที่จะกลั้นก้อนสะอื้น
เอาไว้ได้อีกต่อไป ไหล่บางสะท้านขึ้นลงตามแรงสะอื้นไห้ที่พยายามกดเสียงเอาไว้ให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ รู้ดีว่าที่นอกห้องหลังบาน
ประตูที่ปิดสนิทนั่นยังมีคนที่คอยเป็นห่วงเขาอยู่ และเขาไม่อยากจะทำให้คนที่สู้อุตส่าห์อยู่เป็นเพื่อนเขา ให้กำลังใจเขา ทำหลายๆอย่าง
เพื่อเขาเช่นหวังหยวนต้องเป็นห่วงไปมากกว่านี้
ทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือเป็นเพียงอาการเส้นประสาทกระตุก เขารู้สึกคล้ายฝ่ามือที่แนบอยู่บนใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยน้ำตา
ของเขากำลังขยับ…
เป็นเพียงแรงขยับกระตุกบางเบาที่หากเขาไม่ได้อยู่แนบชิดก็คงจะไม่รู้ตัว ซึ่งนั่นทำให้ร่างโปร่งบางของจวิ้นข่ายชะงัก ดวงตาคู่สวยที่
ยังคงมีแต่น้ำตาเบิกขึ้นน้อยๆขณะที่เลื่อนสายตาไปทางใบหน้าของร่างที่อยู่บนเตียง หัวใจเต้นแรงระส่ำไปด้วยความหวัง ทว่าสิ่งที่ได้
เห็นกลับมีเพียงเปลือกตาที่ยังคงปิดสนิท…
...มันคงเป็นเพียงมโนสัมผัสของเขาเอง…
จวิ้นข่ายเม้มริมฝีปาก ค่อยๆประคองมือของเชียนซีลง ทว่า...ก่อนที่มือของเขาจะได้ละออกจากฝ่ามือเย็นเฉียบข้างนั้น แรงขยับจาก
ปลายนิ้วมือทั้งห้าของร่างบนเตียงก็ช่วยรั้งเขาเอาไว้อีกครั้ง
และครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการคิดไปเอง…
“...อ…”
เสียงแหบแห้งจากคนที่นอนแน่นิ่งมานานมาพร้อมกับดวงตาเรียวคมที่ค่อยๆเปิดขึ้น เรียกให้ดวงตาของจวิ้นข่ายเบิกขึ้นอย่างไม่อยาก
เชื่อสายตา แต่ทุกอย่างก็ยิ่งถูกยืนยันชัดเจนด้วยนิ้วมือที่ก่อนหน้านี้ทำได้เพียงแค่กระตุกค่อยๆขยับกำเข้าหากันจนกุมมือของเขาเอาไว้
แม้จะเป็นสัมผัสที่บางเบา หากแต่ว่ามันช่างชัดเจนเหลือเกินสำหรับคนที่ทำได้แต่เพียงมองดูร่างที่คล้ายจะเย็นลงเรื่อยๆ ได้แต่คว้าความ
หวังที่ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงเมื่อไหร่เช่นจวิ้นข่าย…
“เชียนซี นายฟื้นแล้ว...หวังหยวน...หวังหยวน!!”
ร่างโปร่งแทบจะทำอะไรไม่ถูกเมื่อได้เห็นร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงมาร่วมเดือนฟื้นขึ้นมา แทบจะถลาไปหาบานประตูเรียกคนด้าน
นอกให้เข้ามา ทว่าเห็นได้ชัดว่าหวังหยวนยินดีจนแทบจะไร้สติแล้ว ทันทีที่อีกฝ่ายได้ยินสิ่งที่เขาพูด ร่างเล็กบางของอีกฝ่ายก็แทบจะ
ตะโกนลั่นเพื่อเรียกหมอหรือพยาบาลมา ซึ่งนั่นทำเอาเรื่องราวใหญ่โตไปหมด…
จวิ้นข่ายถอนหายใจเฮือกหลังจากที่นั่งรออยู่นอกห้องมาหลายนาทีเพื่อให้ทั้งหมอและพยาบาลตรวจอาการของเชียนซี ขณะที่หวัง
หยวนแยกตัวไปอีกทางหลังจากที่มีโทรศัพท์เข้ามา ดังนั้นตอนนี้เขาจึงมีโอกาสที่จะได้อยู่คนเดียวสงบๆ ทว่าแน่นอนว่าบางครั้งความ
สงบก็ไม่ได้มีข้อดีเสมอไป เพราะเมื่อจิตใจของเขาสงบลง ความคิดต่างๆก็กลับเริ่มผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุด…
จวิ้นข่ายจำได้ว่าตนเองพูดอะไรออกไปก่อนที่เชียนซีจะฟื้นขึ้นมา และเขาได้เห็นแล้วว่าอีกฝ่ายฟื้นแล้ว ได้เห็นกับตาตัวเองอย่างที่
ต้องการแล้ว ทว่าในใจตอนนี้กลับรู้สึกวูบโหวงไปหมด…
...เขาต้องไปตามที่สัญญา…
ในใจของจวิ้นข่ายอดที่จะคิดไม่ได้ว่าที่เชียนซีฟื้นขึ้นมา แท้จริงแล้วจะเป็นเพราะคำพูดที่เขาพูดออกไปหรือเปล่า เพราะทันทีที่เขาพูด
ออกไป ระยะเวลาสามเดือนที่เขาคอยแต่จะหวังให้อีกฝ่ายฟื้นขึ้นมาก็กลับมาถึงในไม่กี่นาที หรืออาจจะวินาทีต่อมา
...ราวกับว่าเชียนซีต้องการไล่เขาให้ไปให้พ้น…
จวิ้นข่ายรู้ดีว่าสิ่งที่เขาเคยพูดออกไปคงจะทำร้ายเชียนซีไปมาก ทำให้เชียนซีเจ็บไปมาก แต่เขาไม่เคยนึกเลยว่ามันจะทำให้เชียนซี
เกลียดเขาได้ขนาดนี้
นี่คือความรู้สึกของเชียนซีตอนที่ถูกเขาไล่ ถูกเขาเกลียดชังอย่างนั้นสินะ…
เข้าใจแล้ว...เข้าใจแล้วว่าความรู้สึกนี้มันเจ็บปวดขนาดไหน…
“จวิ้นข่าย คุณหมอออกมาหรือยัง??” เสียงของหวังหยวนที่เดินเข้ามาเรียกให้ดวงตาของจวิ้นข่ายเลื่อนขึ้นมองสบอีกฝ่ายทีหนึ่ง ทว่า
สายตาของจวิ้นข่ายกลับทำให้คนมองชะงัก ดวงตาที่ควรจะเต็มไปด้วยความยินดี และเคยเป็นเช่นนั้นเมื่อไม่กี่นาทีก่อนตอนนี้กลับดู
เจ็บปวดยิ่งกว่าที่เขาเคยเห็นเสียอีก “จวิ้นข่าย…?”
“ฉ...ฉันคิดว่าฉันควรจะกลับก่อน…” ไม่ได้รอให้ร่างเล็กตรงหน้าเอ่ยอะไรออกมา ร่างโปร่งรีบผุดลุกขึ้นแล้วเดินห่างออกมาโดยที่มีแต่
เพียงสายตางุนงงของหวังหยวนที่มองตาม
“เป็นอะไรไปนะ…?” หวังหยวนทำได้แต่เพียงมองตามแผ่นหลังของจวิ้นข่ายที่หายลับไปจากสายตา แม้ในใจจะอยากตามอีกฝ่ายไป
ทว่าประตูห้องที่เปิดออกมาก็ทำให้เขาจำต้องพับเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ คิดว่าเอาไว้กลับไปบ้านค่อยถามอีกฝ่ายก็คงจะไม่สาย
...แต่หวังหยวนไม่มีทางรู้ว่าเมื่อเขากลับไปถึง หวังจวิ้นข่ายจะหายไปพร้อมกับข้าวของทั้งหมดของอีกฝ่ายเสียแล้ว...
---------------------------------------- #QKHate -----------------------------------------
จบแบบนี้ได้มั้ยคะรีดๆ ถ้าจบแบบนี้จะโดนตบมั้ย-------
แหะๆๆ ล้อเล่นค่ะ
สรุปว่าสามพาร์ทไม่จบเด้อค่า รอพาร์ทสี่กันเนอะ ตอนที่แล้วนี่คอมเมนต์ไม่มี ติดแท็กไม่มี สงสัยแล้วว่ามีคนอ่านจริงๆมั้ยเนี่ย----
Part 4
จบแบบนี้ได้มั้ยคะรีดๆ ถ้าจบแบบนี้จะโดนตบมั้ย-------
แหะๆๆ ล้อเล่นค่ะ
สรุปว่าสามพาร์ทไม่จบเด้อค่า รอพาร์ทสี่กันเนอะ ตอนที่แล้วนี่คอมเมนต์ไม่มี ติดแท็กไม่มี สงสัยแล้วว่ามีคนอ่านจริงๆมั้ยเนี่ย----
Part 4

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น