fic TFBOYS [QianKai] Lust 2
วันนี้เชียนซีไม่ได้นั่งรอโทรศัพท์จากจวิ้นข่ายเหมือนทุกวัน เขาเลือกที่จะนอนตาค้างอบู่บนเตียงหลังจากที่จัดการกับการบ้านทั้งหมดเสร็จ ในขณะเดียวกัน ทันทีที่ว่าง ภาพของจวิ้นข่ายที่ได้เห็นในวันนี้ก็กลับผุดขึ้นมาอีก
ความรู้สึกในใจของเขาตอนนี้ คงบอกได้เพียงผิดหวัง
ใช่...เขาคิดว่าแบบนั้น
แต่ในส่วนลึกๆ แล้ว เขาก็อดที่จะรู้สึกวูบโหวงไม่ได้เหมือนกัน…
เชียนซีถอนหายใจ พลิกตัวนอนตะแคง แต่แล้วก็ต้องพลิกกลับไปอีกข้างด้วยรู้สึกว่าการนอนท่านี้มันไม่สบายตัวเอาเสียเลย แต่แล้วก็ต้องพลิกกลับอีก ครั้งแล้วครั้งเล่า พลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงอยู่อย่างนั้นหลายต่อหลายครั้ง พยายามข่มตาหลับ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ยังไม่อาจจะหลับได้ลงอยู่ดี
ส่วนหนึ่งเพราะทันทีที่หลับตา ภาพของจวิ้นข่ายที่นั่งอ้าขาให้อาจารย์คนนั้นอยู่บนอ่างล้างหน้าก็ฉายซ้ำๆ ขึ้นมา สายตาตื่นตระหนกของอีกฝ่ายที่เห็นเขาชัดเจนนั้นกลับทำให้หัวใจปวดหนึบและเต็มไปด้วยความผิดหวัง
ทว่าอีกส่วนหนึ่ง กลับเป็นเพราะเขาไม่อาจจะหาคำอธิบายให้กับความปวดหนึบในอกข้างซ้ายนี้ได้ มันน่ารำคาญและน่าอึดอัดไปในเวลาเดียวกัน เพราะทั้งๆ ที่เขาเห็นชัดเจนแล้วว่าข่าวลือของจวิ้นข่ายนั่นล้วนแล้วแต่เป็นความจริง และเขาควรที่จะเลิกคิดเรื่องของอีกฝ่ายซะ แต่เขากลับสลัดมันไม่หลุดสักที
แต่ส่วนสุดท้ายนี้กลับน่าอารมณ์เสียที่สุด…
...เขากำลังกังวลและรอว่าเมื่อไหร่จวิ้นข่ายจะโทรมาบอกให้เขาออกไปรับเสียที…
เขาเห็นแล้วว่าอาจารย์คนนั้นทำรุนแรงขนาดไหน จวิ้นข่ายกลับมาดึกขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะถูกทำอะไรไปเท่าไหร่ จะยังเหลือเรี่ยวแรงดิ้นรนอีกหรือหากจะต้องเจอกับคนที่คิดจะเข้าไปทำมิดีมิร้ายเจ้าตัว
สุดท้ายความกังวลก็ทำให้เชียนซีผุดลุกขึ้น เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาที่เข็มสั้นชี้ตรงไปยังเลขหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าได้เข้าวันใหม่มาแล้วถึงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งจวิ้นข่ายไม่เคยกลับดึกขนาดนี้มาก่อน
เชียนซีขยับเดินไปมารอบห้องอีกสองสามรอบ สุดท้ายเขาก็ไม่อาจจะทนอยู่เฉยได้ ตัดสินใจเปิดประตูห้องออกไป ตรงดิ่งไปยังประตูห้องฝั่งตรงข้าม ลังเลอยู่เพียงไม่กี่วินาที ในที่สุดเชียนซีก็เคาะประตู
ก๊อกๆๆ
“...”
ผ่านไปหลายวินาทีที่เชียนซียืนนิ่งรออยู่ตรงนั้น ทว่าก็ยังไม่มีทีท่าว่าประตูห้องของจวิ้นข่ายจะถูกเปิดออก เขาลองก้มลงเอามืออังใต้ประตูห้อง ไม่มีไออุ่นของฮีตเตอร์ เห็นได้ชัดว่าด้านในไม่มีใครอยู่
จวิ้นข่ายยังไม่กลับมา
ความกังวลส่งให้เชียนซีตัดสินใจหันกลับเข้าห้องใส่รองเท้าผ้าใบและเสื้อคลุมตัวหนาทับเสื้อยืดแขนยาวกับกางเกงวอร์มที่ตนสวมใส่ เดินตรงไปทางบันได ออกจากหอโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผลทางสมองใดๆ ขายาวก้าวสับไปยังปากซอยด้วยความรีบร้อน ในใจหวังว่าจะได้เห็นร่างแบบบางของหวังจวิ้นข่ายยืนอยู่ที่เดิมที่เคยนัดเจอกัน
แต่ยังไม่ทันจะได้เดินออกไปถึงเป้าหมาย ฝีเท้าของเขาก็กลับต้องหยุดชะงักเมื่อมีคนมายืนขวางทางตรงหน้าเขาจนเต็ม
“มึงสินะ อี้หยางเชียนซี?”
“...” เชียนซีมุ่นคิ้ว มองดูกลุ่มคนตรงหน้าที่พากันมาถึงห้าคนได้ หน้าตาแต่ละคนไม่คุ้นตาเขาเลยสักนิด และเขาก็ค่อนข้างจะมั่นใจว่าเขาไม่เคยเจอคนพวกนี้มาก่อนแน่ๆ
แต่อีกฝ่ายกลับรู้ชื่อของเขา
ในสมองของเชียนซีตอนนี้คิดถึงคนอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะมีอำนาจพอจะสั่งคนอื่นให้มาหาเรื่องเขาเช่นนี้ได้ ยิ่งเมื่อประกอบกับคำพูดของอีกฝ่ายที่พูดถึงเรื่องผู้หญิงแล้ว เขาก็พอจะเดาออกได้ไม่ยากว่าคนพวกนี้เป็นคนของใคร
เพราะผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เข้ามายุ่งกับเขาก็มีเพียงเจียงซูซินเท่านั้น
เด็กหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมโดยอัตโนมัติ กุมสนับมือที่พกไว้ในกระเป๋าทุกครั้งที่จะออกจากหอแน่น แม้จะรู้ตัวดีว่าเขาตัวคนเดียวอาจจะสู้กับคนพวกนี้พร้อมกันสี่หรือห้าคนไม่ได้ แต่ตัวเขาเองก็ไม่ยอมที่จะอยู่นิ่งๆ ให้คนพวกนี้กระทืบได้ตามใจชอบเหมือนกัน!
เชียนซีมองสำรวจฝ่ายตรงข้ามที่ล้วนแล้วแต่มีรูปร่างกำยำ เมื่อเทียบกับเขาแล้วเขาก็ดูกลายเป็นเด็กตัวกระจ้อยไปในทันที ความหวังที่จะชนะนั้นเขาไม่เห็นเลยสักนิด หากจะหนี เขาก็มั่นใจไม่ถึงครึ่งว่าจะสามารถทำได้โดยไม่เจ็บตัว กลับกันแล้ว เขากลับมั่นใจไปเจ็ดแปดสิบเปอร์เซนต์ว่าหากไม่มีคนเข้ามาขวาง เขาก็คงจะต้องถูกซ้อมเละมันอยู่ตรงนี้นี่ล่ะ
คนพวกนั้นเมื่อเห็นว่าเขาเอาแต่นิ่งก็เผยยิ้ม เริ่มพากันก้าวเข้ามาหาจนเชียนซีอดที่จะขยับถอยหลังโดยอัตโนมัติไม่ได้ มือยิ่งกำสนับมือแน่นขึ้นอีก ทว่าก่อนที่คนพวกนั้นจะพุ่งเข้ามารุมซัดเขา เสียงของใครบางคนก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
“คุณตำรวจครับ ตรงนี้มีคนกำลังจะตีกันครับ!!!”
“ฉิบ! รอดไปนะมึง!” คนพวกนั้นเพียงได้ยินคำว่าตำรวจก็แทบจะไม่หันหลังไปมองเลยด้วยซ้ำ ต่างพากันหันซ้ายแลขวาแล้วสลายตัวกันไปอย่างรวดเร็ว
เชียนซีถึงกับถอนหายใจเฮือก มือคลายออกจากสนับมือในกระเป๋าจนทิ้งอยู่ในกระเป๋าอย่างสิ้นเรี่ยวแรง เสียงฝีเท้าที่ดังเข้ามาใกล้ฟังดูร้อนรนไม่น้อย บางทีคนที่มาช่วยเขาเอาไว้คงจะกังวลว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บหรือเปล่า เขาจึงสูดหายใจเข้าเพื่อเรียกสติตัวเองทีหนึ่ง แล้วจึงได้เลื่อนสายตาขึ้นมองคนที่รีบวิ่งเข้ามา
แต่แล้วเขาก็กลับรีบสลัดฝ่ามือที่เข้ามาจนเกือบจะแตะถูกตัวเขาทิ้งโดยไม่รู้ตัว
“เชียน------”
“นาย…” เชียนซีทำได้เพียงเบิกตามองร่างโปร่งบางตรงหน้าที่กำลังเบิกตาขึ้นเพราะก็ไม่ทันได้ตั้งตัวกับสิ่งที่เกิดขึ้น รู้สึกคล้ายถูกผลักไส ครู่หนึ่งจึงได้ดึงสติตนเองกลับมาได้แล้วรีบดึงมือที่ถูกสะบัดทิ้งกลับเข้าหาตัวพร้อมใบหน้าที่หม่นลง
“ขอโทษ…” เชียนซีไม่รู้ว่าจวิ้นข่ายขอโทษเขาเรื่องอะไรกันแน่ เรื่องที่อีกฝ่ายไม่ยอมบอกเขาว่าทำงานอะไร หรือเรื่องที่กำลังจะแตะตัวเขากันแน่ แต่อันที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องไหน เชียนซีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาถึงต้องรู้สึกแบบนี้…
เขารู้เรื่องข่าวลือนั่นอยู่แล้ว และน่าจะทำใจว่ามันเป็นเรื่องจริงอยู่ก่อนแล้ว ทั้งๆ ที่เตรียมใจเอาไว้อยู่แล้ว…
...แต่เมื่อได้เห็นความจริงเต็มตา...เขากลับรู้สึกเจ็บในอกอย่างบอกไม่ถูก…
และเขาก็ไม่รู้ว่าทำไม...เขาถึงได้ปัดฝ่ามือบางๆ นั่นทิ้งไปทั้งแบบนั้น…
ร่างแบบบางของจวิ้นข่ายทำเพียงแค่เดินก้มหน้าสวนไปโดยที่ตัวเขาเองก็ไม่แม้แต่จะมองตาม ทั้งๆ ที่ในใจอยากจะหันไปพูดคุยกับอีกฝ่ายให้รู้เรื่อง แต่สุดท้ายเท้าของเขาก็ราวกับถูกตอกติดอยู่ตรงนั้น กระทั่งอีกฝ่ายเดินห่างไปไกลแล้วนั่นล่ะ ในที่สุดเขาจึงได้หันกลับไปมอง
แผ่นหลังบางๆ นั่น ตอนนี้กลับดูทั้งเล็กและโดดเดี่ยวกว่าที่เขาเคยรู้สึกในครั้งแรกที่เห็นอีกฝ่ายที่ระเบียงทางเดินหน้าห้องเรียนเสียอีก…
เชียนซีจงใจทำให้ตัวเองวุ่นอยู่กับการเรียนทั้งวัน อาสาช่วยงานทั้งของอาจารย์และเพื่อนนักเรียนด้วยกัน หรือแม้แต่ของชมรมถ่ายภาพที่เขาเป็นสมาชิกอย่างไม่เป็นทางการอยู่ ทำให้ตัวเองยุ่งจนหัวหมุน โดยหวังเพียงว่าเขาจะไม่นึกถึงแผ่นหลังบางๆ แสนโดดเดี่ยวนั่นอีก
กล้องฟิล์มในมือถูกยกขึ้นถ่ายภาพเพื่อนนักเรียนที่ถูกขอให้มาเป็นแบบให้กับทางชมรม เด็กผู้หญิงร่างบอบบางหน้าตาน่ารักถูกจัดท่าทางให้มองไปตามวิวในโรงเรียนโดยไม่หันมามองกล้อง ลมที่พัดมาช่วยทำให้เส้นผมยาวของเธอปลิวไสว ทำให้ภาพที่ออกมาให้ความรู้สึกสบายๆและพลิ้วไหวเป็นธรรมชาติได้อย่างสวยงาม
เชียนซีกดชัตเตอร์อีกหลายครั้ง จนครู่หนึ่ง สายตาของเขาก็กลับเหลือบไปเห็นใครบางคนที่นั่งเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้ข้างสนามอยู่คนเดียว
“ขอโทษนะ ฉันขอพักหน่อย”
“อืม” เชียนซีทำเพียงขานรับในลำคอ ขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปยังร่างของจวิ้นข่ายที่ยังคงเอาแต่นั่งเหม่อจนเขาอดที่จะเผลอยกกล้องขึ้นมาไม่ได้
เขาหมุนเลนส์กล้องซูมเข้าไปใกล้ จนในที่สุด เขาก็มองเห็นเสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน
จมูกโด่งสวยเหนือริมฝีปากบางอิ่ม หรือแม้แต่ดวงตาใต้แพขนตางอนยาว ทุกอย่างนั้นถูกจัดเรียงลงบนใบหน้าเรียวได้อย่างลงตัวและสวยงาม แต่ที่จับตาเขาที่สุดจนทำให้เขาเผลอกดชัตเตอร์กลับเป็นขนตาเป็นแพกับดวงตาคู่สวยที่มีแต่แววโศกเศร้า…
“เชียนซี? นายมองอะไรอยู่อ่ะ??” เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นทีมช่วยถือรีเฟล็กเดินเข้ามาตบไหล่เขาปุๆ เรียกสติของเขาให้กลับมา
“ไม่มีอะไร เริ่มถ่ายต่อกันเถอะ”
หลังจากที่เขาถ่ายรูปของจวิ้นข่ายมา สมองเขาก็สลัดภาพของใบหน้าอีกฝ่ายไม่หลุดอีกเลย ไม่ว่าเขาจะทำอะไร สุดท้ายแล้วเขาก็จะกลับไปนึกถึงใบหน้านั้นซ้ำๆ อยู่ดี
เชียนซีลูบหน้าตัวเองก่อนจะเดินออกจากห้องเรียน แต่ในตอนที่เขาเดินออกมาถึงหน้าตึก ในตอนนั้นมันเป็นเวลาเย็นมากแล้ว เด็กนักเรียนก็กลับกันไปแทบหมดแล้ว แต่ที่ตรงหน้าเขากลับปรากฏคนที่ไม่น่าจะใช่เด็กโรงเรียนเขา
และที่สำคัญ เขาจำหนึ่งในนั้นได้ว่าเป็นคนๆ เดียวกับที่เมื่อวานเขาเจอในซอยหอ
ไม่มีการพูดพร่ำทำเพลง อีกฝ่ายก็เข้ามาล้อมเขาแล้วพร้อมใจกันลากร่างของเขาไปทางหลังโรงเรียนทันที
เชียนซีไม่มีแม้แต่โอกาสจะขัดขืนด้วยซ้ำ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เขาถูกปิดปาก ล็อคแขนจนต่อให้ดิ้นให้ตายก็ดิ้นไม่หลุด ก่อนที่ร่างจะถูกเหวี่ยงกระแทกเข้ากับผนังรั้วอย่างแรงจนต้องนิ่วหน้า
“เมื่อคืนมึงรอดไปได้ แต่อย่าคิดว่าวันนี้มึงยังจะรอดไปได้อีกนะเว้ย!” ว่าจบ หมัดหนักๆ ก็ซัดเข้ากับโหนกแก้มของเขาทันทีจนไม่มีโอกาสแม้แต่จะยกการ์ดขึ้นกั้น ร่างทั้งร่างถูกแรงกระแทกนั้นทำให้เซไปด้านข้าง แต่ยังไม่ทันที่แรงเซจะหมด ร่างของเขาก็กลับถูกคนทางนั้นถีบให้ถอยกลับเข้ามากลางวงจนล้มลงไปกับพื้นเสียก่อน
เชียนซีไอโขลก กุมท้องที่ถูกถีบมาเต็มแรงจนเจ็บจุกพร้อมนิ่วหน้า แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตั้งตัวหรือพักหายใจสักเฮือก คนพวกนั้นก็กลับเข้ามารุมประเคนเท้าให้เขาไม่หยุด
ตุบ!!! ตึก!! ผลัวะ!!!!
“อึก!” เชียนซีได้แต่ยกมือขึ้นกอดหัวและขดตัวเข้าหากัน เท้าหลายข้างกระแทกลงบนร่าง รวมไปถึงศีรษะและขาของเขาจนบางจุดก็ชายิบ แรงกระแทกทุกครั้งจะสร้างความเจ็บระบมจนบางจุดเขาก็คิดว่าเนื้อเขามันจะต้องแตกจนเลือดไหลซิบแล้วแน่ๆ
กว่าอีกฝ่ายจะหยุด เชียนซีก็รู้สึกเจ็บไปทั้งตัวแล้ว แต่เหมือนว่าเรื่องจะยังไม่จบเมื่อมีคนสองคนเข้ามาล็อคแขนเขาให้ลุกขึ้นคุกเข่า ก่อนที่ศีรษะจะถูกจับให้เงยขึ้น
“มึงคิดว่ามึงหน้าตาดีหน่อยแล้วจะทำอะไรก็ได้หรือไงวะ?” แม้เสียงจะชัดเจน แต่ภาพตรงหน้ากลับเบลอไปหมดจนเขาแค่มองออกว่าอีกฝ่ายเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเท่านั้น และหลังจากนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือแรงกระแทกที่กระทบลงกับโหนกแก้มจนหน้าหันไปอีกทาง ก่อนที่ศีรษะของเขาจะถูกจับกลับมาให้ตั้งตรง และถูกซัดจนหันไปอีกด้านในเวลาต่อมา
เชียนซีเหลือบสายตาขึ้นมองส่วนที่คิดว่าน่าจะเป็นใบหน้าของอีกฝ่าย อดไม่ได้ที่จะเผยยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่ถูกฝืนแค่นออกมาส่งให้อีกฝ่ายโดยเฉพาะ
“น่าจะไปบอกคนที่สั่งพวกนายมานะ ว่าให้ดูแลแฟนของตัวเองดีๆ เป็นใครเข้าหาใครกันแน่ ลองคุมผู้หญิงตัวเองให้ได้ ก็จะรู้เองว่าไม่มีใครคิดจะยุ่งด้วยเลยสักนิด”
“ยังปากดีได้อีกนะมึง!!!”
ผลัวะ!!!
ครั้งนี้หมัดที่ซัดลงมาหนักจนเขาถึงกับต้องถ่มเลือดที่กบปากลงกับพื้น เขาไม่นึกเลยว่าตนเองจะมีสภาพน่าสมเพชแบบนี้ โดนซัดอยู่ฝ่ายเดียวโดยที่ยังไม่ได้ซัดอีกฝ่ายสักหมัด หรือแม้แต่จะหลบได้สักครั้ง เขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ
หมัดยังคงถูกอัดใส่ใบหน้าของเขาไม่หยุดจนเลือดซึมออกมาจากโหนกแก้มและหางคิ้ว เลือดเปรอะมือคนซัดจนแดงเถือกไปหมด ในตอนนี้เชียนซีแทบจะไม่อาจจะตั้งศีรษะของตนเองให้ตรงได้แล้วด้วยซ้ำ แต่ทุกครั้งที่ศีรษะของเขาห้อยลง ก็จะมีคนดึงผมของเขาให้เงยหน้าขึ้นรับหมัดอีก หมัดแล้วหมัดเล่าจนสติของเขาพร่าเบลอไปหมด
“เฮ้ย! ทำอะไรกันน่ะ!!!?” เสียงแตกๆ ที่คาดว่าน่าจะเป็นของยามที่เดินสำรวจโรงเรียนอยู่ดังขึ้นจนเรียกสายตาของทุกคนให้หันไปมอง และทันทีที่เห็นว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามา คนพวกนั้นก็รีบปล่อยร่างของเชียนซีทิ้งลงพื้นแล้วรีบพากันวิ่งหนี
ความโกลาหลย่อมๆ เกิดขึ้นทันทีที่ยามวิ่งไล่คนพวกนั้นผ่านร่างของคนที่นอนกองอยู่กับพื้นไป เชียนซีทำได้เพียงเลื่อนสายตามองตามไป เมื่อเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นยามคนนั้นหรือกลุ่มคนที่รุมเขาเมื่อครู่จะไม่กลับมาอีกแล้ว ในที่สุดเชียนซีจึงได้ออกแรงดันร่างของตนเองให้ลุกขึ้น
แต่มันก็ช่างยากเย็น…
แขนของเขาที่รับศึกหนักที่สุดสั่นจนสุดท้ายเขาก็ต้องลงไปนอนอยู่กับพื้นอีกครั้ง แขนรู้สึกเจ็บแปลบเป็นระยะจนเขาต้องขมวดคิ้ว กัดฟันเพื่อไม่ให้ตนเองเผลอร้องดังจนเกินไป กะว่าจะพักสักครู่แล้วค่อยลองใหม่
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พักอย่างที่ตั้งใจดี รองเท้านักเรียนคู่หนึ่งก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาเสียก่อน
เชียนซีรีบเงยหน้าขึ้นมอง แต่แล้วเขาก็ต้องหลบสายตาเมื่อพบว่าคนที่มายืนอยู่ตรงหน้าของเขาก็คือหวังจวิ้นข่าย เขาไม่ทันแม้แต่จะมองอีกฝ่ายให้ชัดเจนเสียด้วยซ้ำ เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นดวงตาคู่สวยที่วูบไหวไปวูบหนึ่งทันทีที่เห็นว่าอี้หยางเชียนซีเบือนหน้าหนี
เชียนซีคงไม่อยากเห็นหน้าเขาอีกแล้ว…
แต่เขาปล่อยให้เชียนซีเป็นแบบนี้ไม่ได้ อย่างน้อยเขาก็ควรจะตอบแทนสิ่งที่เชียนซีเคยทำให้เขาบ้าง อย่างน้อยก็ควรจะทำให้เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับอีกฝ่ายถึงสองครั้งสองครานี่จบลงเสียที
ในที่สุด จวิ้นข่ายก็ก้มตัวลงช่วยพยุงคนที่ทำท่าจะพยายามลุกขึ้นอีกครั้ง จวิ้นข่ายรู้สึกได้ว่าคนที่กำลังได้รับความช่วยเหลือเกร็งตัวนิดหน่อย แต่เขาก็ทำเพียงแค่กระชับแขนอีกฝ่ายให้แน่นขึ้น แล้วพากันก้าวไปทางห้องพยาบาลเท่านั้น
แม้จะเดินกันมาอย่างทุลักทุเล แต่ในที่สุดจวิ้นข่ายก็พาร่างของเชียนซีมาถึงห้องพยาบาลได้สำเร็จ ร่างโปร่งบางค่อยๆ พยุงคนเจ็บให้นอนลงบนเตียง ก่อนจะมองไปรอบๆ ห้องเมื่อภายในห้องพยาบาลไม่ได้มีอาจารย์ประจำอยู่อย่างเคย
“สงสัยอาจารย์จะกลับไปแล้ว…” จวิ้นข่ายมุ่นคิ้วเมื่อไม่เห็นกระเป๋าถือของอาจารย์ที่ปกติจะถูกวางไว้บนโต๊ะ ท่าทางว่าห้องพยาบาลจะเพียงแค่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้รอแม่บ้านมาทำความสะอาดเท่านั้นเอง
สุดท้ายจวิ้นข่ายก็ต้องทำตัวเป็นพยาบาลจำเป็น เขาค้นเอาผ้าสะอาดและกะละมังออกมา หันไปเติมน้ำลงในกะละมังเพื่อที่จะเอามาเช็ดทำความสะอาดให้เชียนซีก่อน แต่ยังไม่ทันจะได้ลงมือเช็ดตัวจริงๆ ทันทีที่เขาหันมาจวิ้นข่ายก็ต้องแทบจะวิ่งเข้าไปวางน้ำในกะละมังที่ถูกผสมจนอุ่นลงบนโต๊ะแล้วรีบเข้าไปดันไหล่ของคนเจ็บเอาไว้เสียก่อน
“ยังลุกไม่ได้นะ”
“ฉันไม่เป็นไร”
“ไม่ได้”
“ฉันไม่เป็นไรจริงๆ”
“ฉันบอกว่าไม่ได้ไง” ว่าจบก็รีบออกแรงมากกว่าเดิมจนเชียนซีนิ่วหน้า แต่จวิ้นข่ายก็ไม่ได้คิดจะรั้งมือออกเมื่อยังรู้สึกได้ว่าเชียนซียังคงพยายามจะลุกขึ้นมาอยู่ดี
“อย่าดื้อได้ไหม?” จวิ้นข่ายมุ่นคิ้วใส่คนตรงหน้า “เจ็บขนาดนี้อย่างน้อยก็ทำแผลก่อน หรือนายจะบอกว่านายทำเองได้ล่ะ? งั้นฉันจะเตรียมของให้ แล้วจะไม่ยุ่งกับนายก็ได้”
“...” เชียนซีหลุบตาลง สุดท้ายก็คลายท่าทีและลดแรงที่พยายามจะฝืนลุกขึ้นลง จวิ้นข่ายจึงได้ยอมละมือออกไป
“เกิดเรื่องขนาดนี้แล้วนายจะทำยังไงต่อ”
“...”
“...” จวิ้นข่ายเมื่อพบว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะตอบคำถามเขาจึงได้เลือกที่จะเงียบปาก ลงมือเช็ดช่วงแขนของอีกฝ่ายที่เปรอะดินไปหมดอย่างเบามือ แต่กระนั้นเชียนซีก็ยังคงนิ่วหน้าเมื่อจุดที่บาดเจ็บถูกสัมผัสอยู่ดี
ไม่กี่นาทีจวิ้นข่ายก็จัดการเช็ดตัว ล้างแผลและทายาให้เขาเสร็จ ร่างบางๆ นั้นเดินวนไปวนมาเพื่อเก็บของให้เข้าที่อยู่สองสามรอบ แม้ท่าทางจะเงอะงะไปบ้างเพราะจำที่เก็บของไม่ได้จึงกินเวลาไปอีกหลายนาทีกว่าที่อีกฝ่ายจะกลับมานั่งแต่งตัวให้เรียบร้อยเหมือนเดิมอยู่ตรงหน้าเขาหลังจากที่เสื้อนอกของชุดนักเรียยนถูกถอดออกไป
“เดี๋ยวฉันกลับมา นายอย่าเพิ่งไปไหนนะ” แม้จะไม่ได้หันมามอง แต่เชียนซีรู้ดีว่าจวิ้นข่ายคงพยายามจะทำให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาไม่น่าอึดอัดจนเกินไป แต่เขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ทั้งๆ ที่ก็ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกันว่าเป็นอะไรกันแน่ ได้แต่มองตามร่างของจวิ้นข่ายที่เดินหายออกไปจากห้องพยาบาลอย่างเงียบๆเท่านั้น
จวิ้นข่ายถอนหายใจเบาๆ กับบรรยากาศอันแสนน่าอึดอัดที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาทั้งสองคนหลังจากที่อีกฝ่ายได้เห็นเหตุการณ์ในห้องน้ำตอนนั้นเข้า ดวงตาคู่สวยมองตรงไปข้างหน้าในสนามหญ้าของโรงเรียนที่ตอนนี้ไร้ซึ่งผู้คน ท้องฟ้าเองก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแล้วด้วย อันที่จริงมันควรจะเป็นเวลาที่เขาจะต้องรีบพาเชียนซีกลับหอ ก่อนที่ท้องฟ้ามันจะมืด
แต่เขาก็รู้สึกว่าเขาไม่กล้าเข้าหน้าเชียนซีอีกแล้ว...
เขารู้ดีว่าตัวเขาน่ารังเกียจขนาดไหน…
เขามันเห็นแก่ตัวเองที่ไม่ได้บอกเชียนซีตั้งแต่ต้น เขาไม่กล้าทำใจยอมรับว่าเขาจะไม่มีวันมีเพื่อน สุดท้ายมันถึงได้ลงเอยแบบนี้
เขากับเชียนซีไม่มีทางที่จะได้เป็นเพื่อนกันอีกแล้ว…
จวิ้นข่ายหายใจเข้าลึกแล้วผ่อนออก ลมหายใจของเขาสั่นเล็กน้อย ขณะที่ก้อนอารมณ์มาจุกอยู่ที่คอหอย จำต้องฝืนกลืนมันลงไปก่อนที่มันจะทำให้เขาปล่อยน้ำตาหรือก้อนสะอื้นออกมาเสียก่อน
แต่ความรู้สึกตอนกลืนลงไปนั้นกลับขมยิ่งกว่ายาขมเสียอีก…
“ทำไมถึงเป็นได้ขนาดนี้นะ...หวังจวิ้นข่าย…” เขาได้แต่ถามกับตัวเอง เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงได้รู้สึกแย่แบบนี้ เขาก็แค่ต้องกลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิม ไม่มีเพื่อนแบบเดิม มีแต่สายตาดูถูกและรังเกียจแบบเดิม ก็แค่อยู่โดดเดี่ยวแบบเดิม…
เขาคงอยู่กับความรู้สึกสนุกสนานและอบอุ่นกับเชียนซีมากเกินไป ถึงได้ทำใจให้กลับไปเป็นแบบเดิมได้ลำบากเหลือเกิน
เพื่อนคนแรกที่คุยกับเขา ยิ้มกับเขา หยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับเขา…
ตอนนี้กลับไม่มีอีกแล้ว…
แม้จะรู้สึกแย่ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจลุกขึ้น เขาควรจะรีบพาเชียนซีกลับหอได้แล้ว ก่อนที่ฟ้ามันจะมืดไปกว่านี้
แต่ยังไม่ทันจะก้าวไปไหน สายตาของเขาก็กลับเหลือบไปเห็นร่างแบบบางของใครบางคนที่กำลังเดินเข้ามาผ่านทางประตูใหญ่
จากมุมนี้ แม้จะเห็นหน้าไม่ชัด แต่ดูจากลักษณะท่าทาง จวิ้นข่ายก็พอจะเดาได้ว่าคนๆ นี้เป็นใคร
เจียงซูซิน ท่าทางจะรู้เรื่องที่แฟนหนุ่มของตัวเองส่งคนมาอาละวาดที่นี่แล้วล่ะมั้ง
แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ควรจะทำแบบนี้ แบบนี้มันสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นชัดๆ เพียงเพราะว่าความต้องการของตัวเอง ทำไมต้องสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นด้วย
ผู้หญิงคนนั้นเคยสำนึกไหมว่าทำร้ายคนไปเท่าไหร่
จวิ้นข่ายมองดูผู้หญิงคนนั้นที่กำลังจัดแต่งทรงผมอยู่หน้ากระจกหน้าต่างหลังจากที่เดินผ่านมัน เขาทนมองท่าทางแบบนั้นได้เพียงไม่นานก็ตัดสินใจรีบเดินกลับขึ้นด้านบน อยากจะรีบพาเชียนซีหลบผู้หญิงคนนี้ไปซะ แต่หากทำตอนนี้ไม่เพียงแต่จะหลบหน้าไม่ได้ กลับกัน กลับจะเป็นการพาเชียนซีไปหาผู้หญิงคนนี้ถึงที่เสียอีก
ถึงจะไม่อยากทำ แต่เขาคงให้เชียนซีออกมาจากห้องพยาบาลไม่ได้
ร่างบางเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมปิดประตูลง รู้สึกได้ถึงสายตาของเชียนซีที่มองมา และเขาคิดว่าสายตาของอีกฝ่ายคงเต็มไปด้วยความสงสัยแน่ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ หลังจากยืนทำใจอยู่ตรงประตูครู่หนึ่ง ในที่สุดหวังจวิ้นข่ายก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับอี้หยางเชียนซีพร้อมก้าวเข้าไปหาอย่างมั่นคง
เชียนซีเองก็ไม่ได้หลบสายตา ไม่รู้ว่าเพราะยังไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรหรืออะไรกันแน่ แต่เมื่อเขาเดินมาถึงตรงหน้าของเชียนซี พร้อมวางมือทั้งสองข้างลงบนไหล่ของอีกฝ่ายแล้ว จวิ้นข่ายก็ออกแรงดันอีกฝ่ายให้กลับลงไปนอนบนผืนเตียงอีกครั้ง อาศัยตอนที่อีกฝ่ายยังไม่ทันตั้งตัว วาดขาขึ้นนั่งลงบนตักของอีกฝ่ายโดยไม่บอกไม่กล่าว
คนถูกขึ้นคร่อมเบิกตาขึ้นทันที รีบเด้งตัวจะลุกขึ้น แต่ก็กลับถูกจวิ้นข่ายใช้มือทั้งสองข้างยึดเอาไว้กับผืนเตียง ดวงตาคู่สวยที่มองมานั้นเขาอ่านไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายกำลังรู้สึกอย่างไรอยู่กันแน่
“นายจะทำอะไร!?”
“ฉันจะจบเรื่องทั้งหมด แล้วฉันสัญญาว่าฉันจะไม่มายุ่งย่ามกับนายอีก”
“...”
“ฉันจะจบมันทั้งหมดตรงนี้…” ว่าจบจวิ้นข่ายก็โน้มใบหน้าลงมา ริมฝีปากบางอิ่มเข้าประกบกับริมฝีปากบางเฉียบของเชียนซี เป็นเพียงสัมผัสเบาๆ ที่ถูกทิ้งเอาไว้หลายวินาที ก่อนจะถูกผละออกไปพร้อมกับมือของจวิ้นข่ายที่เริ่มปะป่ายไปตามหัวกางเกงของเขา ง่วนอยู่เพียงไม่ถึงวินาที กางเกงของเขาก็ถูกปลดออกไปกองอยู่ที่ข้อเข่าเสียแล้ว
เชียนซีรู้สึกอยากจะอ้าปากห้าม แต่ทันทีที่เขาอ้าปาก จวิ้นข่ายก็กลับเงยหน้าขึ้นมาสบสายตากับเขาอีกครั้ง
“ฉันรู้ว่านายไม่อยาก แต่ขอร้อง อย่าพูดอะไร”
“...”
ดวงตาคู่นั้น เขาไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้เต็มไปด้วยคำวิงวอนที่เขาก็ไม่อาจจะตีความออกมาเป็นคำให้ตนเองเข้าใจ แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ได้แต่มองการกระทำของจวิ้นข่ายโดยที่ทำตามที่อีกฝ่ายต้องการเท่านั้น
ร่างโปร่งบางของจวิ้นข่ายเป็นฝ่ายยืดตัวขึ้นเพื่อปลดกางเกงของตนเองลงบ้าง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจริงๆ ราวกับอีกฝ่ายกำลังรีบร้อนอะไรสักอย่าง เพราะไม่แม้แต่จะปล่อยให้กางเกงได้หลุดพ้นต้นขา อีกฝ่ายก็กลับเริ่มบดสะโพกลงกับหน้าท้องของเขาแล้ว
และเป็นตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่ดังมาจากด้านนอก
“มีคน----”
“อย่าพูดนะ” จวิ้นข่ายได้แต่ส่ายหน้า เขารู้ดีว่าคนที่กำลังเดินมาคือใคร และเขาไม่มีเวลาให้คิดทำใจหรือรอให้ใครคนใดคนหนึ่งมีอารมณ์ขึ้นมาก่อนอีกแล้ว เขารีบร้อนรูดรั้งของของเชียนซีเพียงไม่กี่ครั้งก็นำมาจ่อรอที่ส่วนที่ยังไม่แม้แต่จะเตรียมพร้อมรองรับส่วนใหญ่โตนั้นเข้าไป
“จวิ้นข่าย”
“บอกว่าให้เงียบไง” แม้จะพูดแบบนั้น แต่ริมฝีปากบางกลับเม้มแน่นขณะที่ค่อยๆ ทิ้งสะโพกลงหาร่างของเชียนซี ความเจ็บแล่นปราดไปทั่วทั้งๆ ที่สติของเขายังคงครบสมบูรณ์ เจ็บจนน้ำตาแทบไหล แต่เขาก็ยังคงทำแบบนั้นต่อไปแม้ว่าจะเจ็บจนไม่อยากจะทำต่อแล้วก็ตามที “อึก!”
เชียนซีได้แต่จ้องมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวของคนตรงหน้า สีหน้าเจ็บปวดของอีกฝ่ายทำให้เขารู้สึกราวกับหัวใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม อยากจะผลักร่างของอีกฝ่ายออกไปซะ หากไม่เพราะว่าเขาเหลือบไปเห็นคนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องพยาบาลเสียก่อน
เจียงซูซินกำลังยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าที่เขามองเห็นผ่านกระจกบานเล็กบนประตูนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่ขณะเดียวกัน สายตาคู่นั้นกลับเหมือนจะแสดงอารมณ์ออกมามากกว่าที่เขาสามารถมองเห็นทางสีหน้าได้
“ฮื้อ!” เสียงของจวิ้นข่ายพร้อมกับความรู้สึกบีบรัดทำให้เชียนซีหันกลับมามองคนตรงหน้า ใบหน้าของจวิ้นข่ายมีแต่เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นมาเต็มไปหมด สีหน้าเจ็บปวดจนเขาทนมองต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
หมับ!
แขนยาววาดโอบร่างของจวิ้นข่ายเข้ามาแน่น หวังว่าอ้อมกอดนี้จะช่วยทำให้อีกฝ่ายดีขึ้นได้บ้าง
และอีกนัยหนึ่ง มันก็แฝงไปด้วยคำขอบคุณและขอโทษในเวลาเดียวกัน
ไวเท่าความคิด เชียนซีดันร่างของจวิ้นข่ายให้ลงแนบกับร่างของเขาจนสุด แรงกระตุกพร้อมเสียงร้องครางที่ดังขึ้นจากอีกฝ่ายทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้เตรียมใจว่าเขาจะทำแบบนี้ เขารู้สึกได้ถึงเรียวเล็บที่จิกลงบนหลังผ่านเสื้อ ขณะเดียวกัน ร่างบางๆ นี้ก็กำลังสั่นกระตุกไปทั้งตัว
“อ...อา…” เสียงครางสั่นๆ ที่ข้างใบหูทำให้เขียนซีต้องเม้มปากแน่นเพื่อไม่ให้เผลอขยับมือลงไปมากกว่านี้ แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที จวิ้นข่ายก็กลับเริ่มเป็นฝ่ายที่ขยับขึ้นเสียเอง
ร่างบางผละออกจากอ้อมกอดของเขา ใบหน้าของจวิ้นข่ายเริ่มขึ้นสีระเรื่อขึ้นมาจางๆ ดวงตาที่ฉ่ำไปด้วยน้ำตานั่นสบกับเขาเพียงวูบเดียว ร่างของเขาก็กลับถูกผลักกลับลงไปให้นอนลงกับเตียง ริมฝีปากบางอิ่มนั่นเริ่มเม้มเข้าหากันอีกครั้ง ขณะที่สะโพกมนค่อยๆ ถูกขยับขึ้นลง ซึ่งการที่เขาได้เห็นภาพนี้จากมุมที่เป็นอยู่นั้น...ต้องยอมรับจริงๆ ว่ามันกำลังปลุกอารมณ์ของเขาไม่มากก็น้อย…
“อื้อ...อา...อ๊ะ!” ร่างของจวิ้นข่ายกระตุกวูบเมื่อมือของเชียนซีขยับเข้ามาดันหน้าขาของเขาบังคับให้ร่างของเขาบดเบียดลงบนหน้าขาของอีกฝ่ายรวดเร็วจนเกินไป ความเสียวซ่านพร้อมกับความรู้สึกเจ็บของอะไรบางอย่างที่กำลังพองโตคับอยู่ในร่างของเขาที่แทรกเข้ามาอย่างรวดเร็วนั้นทำเอาร่างของเขาแทบจะระทวยสิ้นเรี่ยวแรง แต่เมื่อเขามองลงมาที่ใบหน้าของเชียนซีแล้ว เขาก็ได้แต่เบือนหน้าหนีด้วยความละอาย ได้แต่เพียงขยับต่อไปด้วยจังหวะที่เริ่มถูกอีกฝ่ายเข้ามาควบคุมบังคับเท่านั้น
เสียงเนื้อกระทบเนื้อเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเสียงครางสั่นพร่างของหวังจวิ้นข่ายที่ไม่อาจจะทนกักเก็บมันเอาไว้ได้อีก ใบหน้าหวานสะบัดเงยขึ้นทุกครั้งที่จุดกระสันถูกกดเน้นย้ำ มือทั้งสองข้างทำได้เพียงใช้ดันตนเองลงกับหน้าท้องแข็งของเชียนซีที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้า ทำได้เพียงหลับตาหรือก้มหน้ามองมือของตนเองทั้งๆ ที่รู้แก่ใจดีว่าร่างกายของพวกเขามันกำลังเชื่อมต่อกันและลึกซึ้งขึ้นทุกขณะ
ร่างกายรู้สึกร้อนรุ่มเกินกว่าจะทนสวมเสื้อนักเรียนทั้งสองตัวได้ไหว เสื้อตัวนอกจึงได้หลุดลุ่ยลงไปกองอยู่กับข้อแขนอย่างช่วยไม่ได้ ขณะที่เสื้อเชิ้ตตัวบางก็ถูกเม็ดเหงื่อชุ่ม ซึ่มจนโปร่งแสง ใส่อยู่ก็เหมือนแทบจะไม่ปกปิดใดๆ อีกแล้ว
“อ...ง...งื้อ...อ๊า...อ๊ะ…” เสียงครางและเสียงหยาบโลนของเนื้อที่กระทบลงบนเนื้อยิ่งดังขึ้นทุกที พวกเขาต่างก็ลืมกันไปชั่วขณะว่าที่หน้าประตูยังมีเจียงซูซินที่ยังคงไม่ไปไหน ดวงตาของเธอวาวโรจน์ขึ้นทุกวินาทีที่มองดูสิ่งที่เกิดขึ้น ความไร้ยางอายของหวังจวิ้นข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ และเช่นเดียวกัน ความเกลียดชังในตัวของหวังจวิ้นข่ายก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทุกขณะ
เธอไม่เคยต้องกินของเหลือจากหวังจวิ้นข่าย คนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ชายขายตัวแบบนี้ เธอควรจะได้ตัวของเชียนซีก่อนหวังจวิ้นข่ายที่เพิ่งจะมาสนิทกับเชียนซีเอาช่วงหลังนี่ แต่ทำไมทุกอย่างถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
เธอพลาดตรงไหนถึงได้ทำได้ทำให้หวังจวิ้นข่ายได้คนที่เธอหมายตาไปก่อนทั้งๆ ที่มาทีหลัง?? มันมีอะไรดีกับอีแค่ผู้ชายขายตัวคนเดียว!!!?
หวังจวิ้นข่าย เราจะได้เห็นดีกันว่าคนที่กล้ามาแย่งของๆ เจียงซูซินจะต้องเจอกับอะไร!
เธอขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ไม่อาจจะทนดูภาพในห้องพยาบาลได้อีกจึงได้รีบสะบัดหน้าหนีออกมา จนเสียงฝีเท้ากระทบลงบนพื้นดังลอดเข้าไปในห้องพยาบาลให้ทั้งสองคนได้ยิน
จวิ้นข่ายในที่สุดก็หยุดขยับ หันไปมองที่ช่องเล็กๆ บนประตูทั้งๆ ที่ทั้งร่างกายและสีหน้ายังคงดูคล้ายพร้อมจะสิ้นเรี่ยวแรงลงทุกเมื่อแล้วทำท่าจะขยับลุกออก แต่ยังไม่ทันที่ร่างของเชียนซีจะได้พ้นออกไปจากร่างของเขา ฝ่ามือของอี้หยางเชียนซีก็กลับถูกใช้กดร่างของเขากลับลงไปอีก
“อ๊า!”
เชียนซีเป็นฝ่ายขยับลุกขึ้นแล้วพลิกร่างของพวกเขาให้จวิ้นข่ายเป็นฝ่ายลงไปนอนอยู่กับผืนเตียง และการขยับเคลื่อนไหวแบบนี้ก็ทำให้ร่างแบบบางเกร็งขึงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แรงเสียดสีทำให้เขารู้สึกเสียวซ่านจนสั่นไปทั้งตัว ดวงตาคู่สวยหลับแน่นเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกจนเผลอจิกเล็บลงกับผ้าปูเตียง
“อึก…” เชียนซีมุ่นคิ้ว รู้สึกปวดแปลบที่ชายโครงที่ยังคงปรากฏรอยช้ำ ต่างฝ่ายต่างนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุด จวิ้นข่ายจึงได้ลืมตาขึ้น
“ไม่ต้องฝืนก็ได้นะ...นาย...เจ็บใช่ไหม…”
“เทียบกับนาย คิดว่าใครเจ็บกว่ากันล่ะ”
“...” จวิ้นข่ายเม้มปาก เบือนสายตาหนีไปด้านข้างอย่างช่วยไม่ได้ สายตาของเชียนซียังคงฉ่ำไปด้วยอารมณ์ราคะที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อยออกมา เลิกกลางคัน ก็คงไม่ต่างจากการทรมาน
“นายทำแบบนี้เพื่อช่วยฉันถูกไหม?”
“...”
“เพื่อตัดเจียงซูซินออกไปจากชีวิตฉัน ไม่ให้เธอมายุ่งกับฉันอีก ถูกไหม?”
“...”
“ขอบคุณ”
“ไม่จำเป็น”
“แต่…”
“ฉันทำได้แค่นี้...แค่นี้จริงๆ...อีกอย่าง ฉันสมัครใจเอง ขอบคุณฉันไปก็เท่านั้น”
“...”
“หลังจากวันนี้...ถ้าเราแยกกันแล้ว ฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับนายอีก ฉันจะอยู่ให้ห่างจากนายเท่าที่ทำได้ ขอโทษที่ดึงนายให้เข้ามาทำเรื่องแบบนี้” จวิ้นข่ายเม้มริมฝีปาก ทั้งๆ ที่เขาทำเรื่องแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เขากลับรู้สึกละอายเหลือเกิน อาจจะเพราะทุกครั้งที่ทำ อีกฝ่ายมักจะเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเขาเอง แต่ครั้งนี้ กลับเป็นเขาที่เริ่มทุกอย่างโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้ต้องการกับเขาด้วย
“เชียนซี...นายไม่จำเป็นต้องฝืนทำต่อหรอก...นายไม่ต้อง…”
“ฉันไม่ได้บอกว่าไม่อยาก” เชียนซีเม้มริมฝีปาก เขาไม่รู้ว่าเขาจะเรียบเรียงคำพูดออกมาอย่างไรดี ไม่ว่าจะคิดเท่าไหร่ก็ไม่อาจจะเรียบเรียงคำพูดออกมาได้สักที สุดท้ายแล้วเขาก็ได้แต่ตวัดแขนเข้าช้อนช่วงเอวของจวิ้นข่ายให้แนบชิดเข้ามาเท่านั้น “อย่าอยู่ห่างจากฉัน อย่าเลิกยุ่งเกี่ยวกับฉัน ฉันต้องการนาย”
“...”
“อย่าไปไหน...อย่าหายไปจากชีวิตของฉัน ได้ไหม?”
“ทำไมล่ะ…?”
“...”
“นายรังเกียจฉันไม่ใช่เหรอ...นายเห็นทุกอย่างแล้ว ถ้านายไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับฉันอีกนายก็ไม่ต้องฝืนแค่เพราะว่าฉันพยายามจะช่วยนายในครั้งนี้หรอกนะ...”
“ฉันไม่ได้ฝืน”
“เชียนซี”
“ฉันพูดจริงๆ”
“แต่…” ยังไม่ทันที่จวิ้นข่ายจะได้พูดจบประโยค ใบหน้าคมของเชียนซีก็โน้มลงมาประกบริมฝีปากเขาพร้อมกับลิ้นร้อนที่แทรกเข้ามาในโพรงปาก การกระทำครั้งนี้ของเชียนซีทำให้จวิ้นข่ายเบิกตาขึ้นอย่างตื่นตระหนก ลิ้นเล็กถูกบังคับดูดดึงจนเสียงเฉอะแฉะดังขึ้นที่ข้างหู ใบหน้าของจวิ้นข่ายที่ขึ้นสีระเรื่ออยู่แล้วกลับแดงซ่าน ฝ่ามือเล็กสั่นกำเสื้อของเชียนซีเพียงเพื่ออยากจะยึดอะไรสักอย่างให้รู้ว่าเขายังอยู่ในโลกของความเป็นจริงให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้นั้นเป็นความจริง ไม่ใช่เพียงมโนภาพหรือสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาเองเท่านั้น
เชียนซีเริ่มขยับกายอีกครั้งทั้งๆ ที่ริมฝีปากของพวกเขายังคงคลอเคลียกันไม่ห่าง เสียงครางที่เชียนซีรู้สึกว่ามันน่าฟังกว่าก่อนหน้านี้มากดังผะแผ่วชิดริมฝีปากเครือไปกับลมหายใจหอบที่แทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นของใครกันแน่
“ฮื้อ...อ...อ๊ะ…! เชียน...อื้ม…”
“อา...จวิ้นข่าย...เสี่ยวข่าย...อืม…”
“เชียนซี...ฉัน...ชอบ...อ๊ะ”
“ฉันก็ชอบนาย...เสี่ยวข่าย…”
“เสี่ยวข่าย นายเดินไหวไหม?”
“ไม่เป็นไร ฉันเดินได้” ว่าพลางก็เผยยิ้มบางๆ ส่งให้กับเชียนซีที่เข้ามาช่วงพยุงเขาหลังจากที่ต่างฝ่ายต่างก็สวมเสื้อผ้ากันเสร็จ แต่กระนั้น เชียนซีก็ยังขยับเข้ามาช่วยพยุงร่างของคนที่ตัวบางกว่าให้ลุกขึ้นอยู่ดี “นายต่างหาก เดินไหวแล้วเหรอจะมาช่วยฉันเนี่ย?”
“ก็ยังเจ็บอยู่น่ะสิ”
“อ้าว งั้น--”
“ไม่เป็นไร เป็นเตี้ยอุ้มค่อมกันแบบนี้ก็ใช่ว่าจะกลับไปถึงหอไม่ได้เสียหน่อย”
“นายนี่นะ…” จวิ้นข่ายถอนหายใจเบาๆ ก่อนที่มือเล็กจะยกขึ้นช่วยพยุงอีกฝ่ายกลับ กลายเป็นต่างฝ่ายต่างช่วยกันพยุงซึ่งกันและกัน แม้จะทุลักทุเล แต่พวกเขากลับสามารถเผยยิ้มออกมาได้เป็นครั้งแรกในช่วงตลอดทั้งวันที่ผ่านมา
อย่างน้อยความอึดอัดที่เคยมีก็จางหายไปหมดแล้ว แต่ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ยังคงมีความรู้สึกที่ไม่อาจจะสบายใจได้ลง
สำหรับจวิ้นข่าย เขาเกรงว่าเจียงซูซินอาจไม่ปล่อยให้เรื่องจบลงตรงนี้ ไม่รู้ว่าเธอจะคิดทำอะไรต่อ หากมาลงที่เขาก็ดีไป แต่หากลงที่เชียนซี เกรงแต่ว่าการกระทำครั้งนี้มันจะกลายเป็นเสียเปล่า
แต่สำหรับเชียนซี เขากลับอยากจะให้จวิ้นข่ายเลิก เลิกอะไรก็ตามที่อีกฝ่ายกระทำอยู่ การขายร่างกายของตนเอง มีสัมพันธ์กับคนอื่นเพื่อแลกกับเงิน เขารู้สึกว่ามันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
“นายแน่ใจนะว่าจะไม่ให้ฉันทายาให้อีกรอบก่อนน่ะ?” จวิ้นข่ายเอ่ยถามเมื่อพวกเขาต่างฝ่ายต่างมาถึงหน้าห้องของตนเอง ร่างบางดูกังวลกับอาการบาดเจ็บของเชียนซีมาตลอดทาง แม้เชียนซีจะบอกว่าไม่เป็นอะไร และพยายามจะแสดงออกว่าไม่เป็นอะไร แต่เขากลับสัมผัสได้ว่าเชียนซีก็เพียงแค่เก็บอาการเอาไว้เท่านั้น
“ไม่เป็นไร นายไปพักเถอะ เจอกันพรุ่งนี้นะ” เชียนซีเอ่ยตัดบทแล้วหันร่างเดินเข้าห้องของตนเองไปจนจวิ้นข่ายทำได้เพียงยืนมองบานประตูที่ถูกปิดลงตรงหน้า แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วพาตัวเองกลับเข้าห้องเท่านั้น
เสื้อผ้าทั้งหมดถูกถอดออกโยนใส่ตะกร้าผ้าอย่างลวกๆ ตรงหน้าของหวังจวิ้นข่ายคือกระจกเงาบานใหญ่เท่าครึ่งตัวคน เขามองดูสภาพของตนเองในกระจกที่เชียนซีไม่ได้เห็นมันในวันนี้ ซึ่งเขาคิดว่ามันดีแล้วที่เชียนซีไม่ได้คิดจะถอดเสื้อของเขาทั้งหมดออก
เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวเขาเองก็มีแต่รอยช้ำเต็มไปหมดเหมือนกัน
ร่องรอยพวกนี้ หากจะให้พูดว่ามันเกิดจากอะไร เขาก็คงต้องย้อนไปถึงสถานการณ์เมื่อวานนี้หลังจากที่เชียนซีเดินหายไปจากหน้าห้องน้ำแล้ว จวิ้นข่ายรู้สึกอยากจะให้อาจารย์คนนั้นหยุดทุกอย่าง ยินดีแม้แต่จะไม่รับเงินทั้งๆ ที่อีกฝ่ายเสร็จไปแล้วสองรอบ เขาอยากจะรีบตามเชียนซีไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่าเขาถูกทุบตีอย่างหนัก แล้วถูกบังคับให้มีอะไรกับอีกฝ่ายต่อ
ยังโชคดีที่อีกฝ่ายทุบตีเพียงแค่ร่างช่วงบนของเขาที่อยู่ใต้ร่มผ้า รอยช้ำม่วงจึงได้ไม่ปรากฏออกมาให้ใครเห็น
จวิ้นข่ายถอนหายใจเบาๆ ตัดสินใจละสายตาจากร่างของตนเองในกระจกหันเข้าไปหาฝักบัว เสียงซ่าของน้ำที่กระทบกับร่างบางครั้งก็ทำให้เขารู้สึกปวดนิดหน่อย แต่เขาคิดว่าอาการของเขาคงยังน้อยกว่าเชียนซีอีกโข
เขาแค่ถูกทุบตีด้วยคนๆ เดียว แม้จะพูดไม่ได้ว่ามันไม่รุนแรงเลย แต่แรงของคนๆ เดียวจะไปสู้แรงคนหลายคนที่รุมกระทืบร่างของเชียนซีได้ยังไง
จวิ้นข่ายรีบเช็ดตัวลวกๆ กะว่าจะรีบเอายาไปทาให้เชียนซี หันหลังให้กับกระจกเพื่อที่จะทายาบริเวณแผ่นหลังขึ้นมาจนถึงสะบักให้เสร็จ แม้จะลำบากในการเอื้อมมือไปทาบ้าง แต่ก็ยังดีที่เขายังดูแลตัวเองไหว
หวังว่าเชียนซีจะไม่เป็นอะไรนะ
จวิ้นข่ายสูดหายใจเข้าลึกอยู่หน้าห้องของเชียนซี เสื้อฮู้ดแขนยาวที่สวมอยู่ทำให้เขามั่นใจว่าเชียนซีจะไม่สังเกตเห็นความผิดปกติของร่างกายเขาแน่ ในมือข้างหนึ่งถือถุงที่ใส่อุปกรณ์ทำแผลเอาไว้ ครู่หนึ่ง จวิ้นข่ายจึงได้ยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ
แต่ภายในห้องกลับเงียบสนิท…
จวิ้นข่ายมุ่นคิ้ว เคาะประตูอีกครั้ง แต่ภายในห้องก็ยังคงไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบกลับ มันทำให้เขาเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมา ตัดสินใจบิดลูกบิดดู ถึงได้พบว่าประตูห้องของเชียนซีไม่ได้ล็อคไว้
จวิ้นข่ายตัดสินใจเปิดประตูเข้าไปด้วยความร้อนใจในทันที และสิ่งที่เขาได้เห็นก็เป็นอย่างที่เขากังวล ร่างโปร่งของเชียนซีกำลังใช้โต๊ะต่างที่ค้ำยัน ท่าทางคล้ายพร้อมจะล้มลงไปทุกเมื่อทำให้จวิ้นข่ายรีบวิ่งเข้าไปหาพร้อมช่วยพยุงอีกฝ่ายเอาไว้
“เชียนซี นายเป็นยังไงบ้าง!?”
“ไม่เป็นไร…”
“ขนาดนี้แล้วยังจะบอกไม่เป็นไรอีก?? มา ฉันจะพยุงไปนั่ง” ว่าจบก็รั้งแขนของเชียนซีให้วาดขึ้นมาวางลงบนบ่า อีกฝ่ายไม่ได้ขัดขืน อาจเพราะว่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว เขาจึงได้สามารถพาอีกฝ่ายไปนั่งกับเก้าอี้ได้โดยง่าย
“ถอดเสื้ออก”
“...”
“เชียนซี นายต้องถอดเสื้อให้ฉันทายา”
“ฉันทำเองได้”
“แต่มีคนทาให้ก็ดีกว่า เร็ว”
“...” สุดท้ายแล้วเชียนซีก็ยอมถอดเสื้อนอนที่สวมอยู่ออก รอยช้ำ รอยห้อเลือด รวมไปถึงแผลเนื้อแตกอีกหลายจุดเริ่มจะดูบวมขึ้นมาบ้างแล้ว เห็นแบบนั้นแล้วจวิ้นข่ายจึงได้หันไปเตรียมของจากเท่าที่อุตส่าห์ขนมาจากห้อง คงต้องบอกว่าโชคดีจริงๆ ที่เขาเอาของมาครบ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้เริ่มทำแผลให้อีกฝ่ายเสียที
“นายคงต้องหาคนมาดูแลแล้วล่ะ มีเพื่อนหรือญาติคนไหนพอจะวานให้มาได้หรือเปล่า?”
“ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ รบกวนคนอื่นเขาน่า”
“แต่ถ้านายเกิดล้มหัวฟาดพื้นไป คนที่ลำบากก็คือฉันนะ”
“...”
“พอจะมีใครวานให้มาช่วยได้ไหมล่ะ? ฉันคงไม่ได้ว่างมาดูแลนายทุกวันแบบนี้แน่…”
พูดมาถึงตรงนี้ต่างฝ่ายต่างก็เงียบไปด้วยรู้ดีว่าสาเหตุที่ทำให้จวิ้นข่ายไม่สามารถมาดูแลเขาได้นั้นคืออะไรกันแน่ เพราะจวิ้นข่ายต้องทำแบบนั้นในช่วงเย็นจนถึงดึกดื่น การจะมาดูแลเขาก็คงจะไม่ง่ายจริงๆ…
เขาอยากบอกให้จวิ้นข่ายเลิก แต่ตัวเขาจะไปมีสิทธิ์อะไรไปบังคับให้คนอื่นเลิกทำอะไร ในที่สุดแล้วเขาก็ได้แต่นิ่งเงียบแล้วปล่อยให้จวิ้นข่ายจัดการกับแผลบนตัวเขาเท่านั้น
Rrrrr
เสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นทำลายความเงียบเรียกสายตาของทั้งคู่ให้เลื่อนไปมองเจ้าเครื่องสี่เหลี่ยมบนโต๊ะเขียนหนังสือที่กำลังแผดเสียงร้องพร้อมกับสั่นครืดๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นของเจ้าของห้อง
“ช่วยหยิบให้ทีสิ” ในที่สุดเชียนซีก็เอ่ยขึ้น จวิ้นข่ายจึงได้กล้าเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นขึ้นมาดูแล้วส่งให้กับคนที่นั่งอยู่ข้างๆ
เชียนซีรับมันมา มองดูชื่อที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอเพียงครู่เดียว เขาก็กดรับสาย
“หมิงฮ่าวเกอ”
“ไง เชียนซี ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง?”
“ก็…”
“เสียงฟังดูไม่ดีเลยนะ คงไม่ใช่กลับไปทะเลาะวิวาทกับใครเขาอีกใช่ไหม?”
“เปล่า ผมต่างหากที่โดนหาเรื่อง”
“ฮะ!!?” เสียงอุทานของอีกฝ่ายดังจนเชียนซีต้องยกหูออกห่าง เหมือนจะได้ยินเสียงสบถโวยวายดังมาจากปลายสาย ครู่ใหญ่ๆ กว่าเขาจะกล้าเอาโทรศัพท์กลับมาแนบหูอีกครั้ง
“หมิงฮ่าวเกอ ไม่ต้องโวยวายขนาดนั้นก็ได้ เดี๋ยวคุณลุงกับคุณป้าก็ได้ยินหรอก”
“ไม่มีใครได้ยินทั้งนั้นแหละ ฉันอยู่หอคนเดียว จะไปมีใครได้ยินได้ไง”
“คนข้างห้องพี่ไง”
“...”
“แล้วนี่...พี่โทรมามีอะไรหรือเปล่า?”
“อ้อ...เอ้อ...คือพ่อแม่นายส่งของฝากมาให้ เลยว่าจะเรียกนายมาเอา แต่ฉันเปลี่ยนใจแล้ว เดี๋ยวฉันไปหานายเองดีกว่า”
“ไม่ต้องก็ได้นะ พี่มีเรียนที่มหาลัยไม่ใช่เหรอ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า หอนายก็ไม่ได้ไกลมาก อย่างมากก็แค่เปลี่ยนจากตื่นก่อนเข้าเรียนครึ่งชั่วโมงเป็นชั่วโมงนึงเท่านั้นเอง เดี๋ยวฉันจะไปอยู่เป็นเพื่อนด้วย ไม่มีคนดูแลล่ะสิ เจ็บตัวเยอะไหม?”
“ก็…” เชียนซีเหลือบสายตามามองจวิ้นข่ายทีหนึ่ง เรื่องคนดูแลน่ะก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่บางทีคนดูแลก็ไม่ว่าง เพราะงั้นเขาคงต้องรบกวนคนปลายสายสักหลายวัน ส่วนเรื่องเจ็บตัวนี่…
“ว่าไง?”
“เอาไว้พี่มาพี่ก็เห็นแล้วนี่นา”
“บ่ายเบี่ยงเก่งนะนายน่ะ ได้ งั้นฉันจะเก็บเสื้อผ้าไปอยู่กับนาย เผื่อไว้ซักอาทิตย์นึงไปเลย”
“เอาที่พี่สบายใจเถอะ” เชียนซีอดที่จะถอนหายใจไม่ได้ เขาได้ยินเสียงหัวเราะดังมาจากปลายสาย ก่อนที่อีกฝ่ายจะเป็นฝ่ายที่ตัดสายไปก่อน เขาเลยยื่นโทรศัพท์ส่งให้จวิ้นข่ายเป็นเชิงรบกวนอีกฝ่ายเอามันกลับไปวางไว้ที่เดิมอีกที
“ใครเหรอ?”
“ลูกพี่ลูกน้องน่ะ พอดีพี่เขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยใกล้ๆ นี่เอง”
“แล้วเขาจะมาช่วยดูนายใช่ไหม?”
“อืม…”
“เฮ้อ งั้นก็ดีไป ฉันจะได้ไม่ต้องกังวล”
“งั้นนายก็จะไม่มาดูฉันแล้วเหรอ?”
“...” คำถามของเชียนซีทำให้จวิ้นข่ายเลิกคิ้วขึ้น เห็นสีหน้านิ่งเรียบของอีกฝ่ายเพื่อปกปิดอารมณ์ที่แท้จริงแล้วเขาก็อดที่จะยกยิ้มขำไม่ได้ “ไม่ต้องห่วง ฉันจะมาทุกวันเท่าที่จะทำได้เลย เอาให้นายเบื่อขี้หน้าไปเลยเป็นไง?”
“พูดแล้วห้ามคืนคำ”
“แน่นอน! ไว้ฉันอาจจะแวะเอาการบ้านให้นายด้วย มีใครพอให้ฉันถามในห้องนายไหม?”
“มี เอาไว้ฉันจะบอกเขาไว้”
“โอเค งั้นระหว่างนี้นายก็อย่าเพิ่งไปโรงเรียนนะ”
“รู้แล้ว นายนี่จู้จี้จัง ก่อนหน้านี้นายไม่เห็นเป็นแบบนี้เลยนี่”
“ฉันก็เป็นแบบนี้ล่ะ ไม่อยากเห็นฉันเป็นแบบนี้บ่อยๆ ก็อย่าเจ็บตัว อย่ามีเรื่องสิ” คำพูดนั้นทำให้เชียนซีอดที่จะเผยยิ้มไม่ได้ เขาห้ามมุมปากของตนเองไม่ให้ยกขึ้นไม่ได้เลยสักนิด ให้ตายสิ ถึงปากของจวิ้นข่ายจะพูดออกมาแบบนั้น แต่เขากลับสัมผัสได้ว่ามันแฝงมาด้วยความเป็นห่วงและกังวลที่ถูกส่งมาให้กับเขาขนาดไหน
“ขอบใจนะ เสี่ยวข่าย”
“...” จวิ้นข่ายจ้องมองรอยยิ้มบางๆ บนมุมปากของเชียนซี วูบหนึ่ง ข้างแก้มของเขาก็รู้สึกร้อนวูบจนต้องรีบเบือนหน้าหนี แต่การกระทำแบบนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้ปรางแก้มนุ่มที่กำลังขึ้นสีระเรื่อนั่นหลุดรอดพ้นจากสายตาของเชียนซีไปได้
“ย...ยังไงก็เถอะ นี่ก็ดึกมากแล้ว ฉันกลับก่อนดีกว่า” ว่าจบก็ทำท่าจะลุกขึ้น แต่สะโพกเพิ่งจะละออกไปจากเก้าอี้ได้ไม่ถึงเซ็น ข้อมือบางก็กลับถูกรั้งเอาไว้เสียก่อน
จวิ้นข่ายหันไปมองอีกฝ่ายด้วยแววตาคล้ายตื่นตระหนกอยู่เล็กๆ แต่ยังไม่ทันจะได้มองเห็นอีกฝ่ายชัดเจน ภาพตรงหน้าก็วูบไหวพร้อมกับริมฝีปากที่ถูกประกบลงมาโดยไม่มีแม้แต่โอกาสจะให้ได้ตั้งตัว
ดวงตาคู่สวยถึงกับเบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนก แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงเฉอะแฉะและเรียวลิ้นร้อนที่กวาดไปมาอยู่ในโพรงปากก็กลับดึงสติเขาไปแทบหมด เขาได้แต่ปล่อยให้เชียนซีละเลียดเรียวลิ้นไปทั่วโพรงปากของเขา กระหวัดเกี่ยวหยอกเย้ากับลิ้นของเขาที่ดูเงอะงะประดักประเดิดขึ้นมาทันที
เขาต้องยอมรับ...ว่าเขาไม่เคยจูบใครมาก่อน และไม่เคยถูกใครจูบด้วยเช่นกัน ดังนั้นคงไม่ต้องแปลกใจหากเขาจะตกเป็นเบี้ยล่างให้อีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็วเพียงเพราะว่าถูกจูบแบบนี้
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่กว่าที่เชียนซีจะละริมฝีปากออก พวกเขาต่างฝ่ายต่างหอบชิดริมฝีปากของกันและกันทั้งๆ ที่ใบหน้าของจวิ้นข่ายแดงซ่านจนแม้จะคิดเก็บอาการไม่ให้อีกฝ่ายเห็นก็คงจะทำไม่ได้แล้ว
“เสี่ยวข่าย นายจูบไม่เก่งเอาซะเลยนะ”
“ใครจะไปสันทัดเท่านายกัน….”
“แล้วถ้าฉันบอกว่าฉันเรียนรู้จากหนังอย่างเดียวนายจะเชื่อไหม?”
“...” จวิ้นข่ายยิ่งรู้สึกหน้าร้อนผ่าวหนักกว่าเดิมเมื่ออีกฝ่ายกระตุกยิ้มมุมปาก รีบอาศัยตอนที่อีกฝ่ายไม่ตั้งตัวผลักอีกฝ่ายออกแล้วรีบเดินออกไปจากห้องก่อนที่เขาจะต้องรู้สึกขวยเขินไปมากกว่านี้
อี้หยางเชียนซี รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา!!?
------------------------ #ficLustQK ------------------------
แบบว่าเชียนซีรุกหนักมาก ขณะที่จวิ้นข่ายก็ลงทุนมากเช่นกัน
เรื่องนี้จะต้องมีเอ็นซีประมาณนี้ทุกตอนใช่ไหม?
แหมะ ไม่อยากตอบเลยค่ะ แต่ดูชื่อเรื่องแล้วมันก็...น่า แล้วแต่คนคิดเนอะ ฮ่าๆๆๆ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น