fic TFBOYS [QianKai] Lust 3
ในวันรุ่งขึ้น ในที่สุดจวิ้นข่ายก็ได้พบหน้าลูกพี่ลูกน้องของเชียนซีในตอนที่ไปเคาะประตูห้อง กะว่าจะทักทายและดูอาการอีกฝ่ายสักหน่อย
“นายคือหวังจวิ้นข่ายที่เชียนซีพูดถึงสินะ?” คำทักทายแรกที่อีกฝ่ายพูดออกมาคือประโยคนี้หลังจากที่มองสำรวจเขาทีหนึ่งพร้อมกับรอยยิ้ม
“เอ่อ...ครับ…” จวิ้นข่ายไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี เขามองดูชายหนุ่มที่น่าจะอายุมากกว่าเขาไม่เท่าไหร่ ส่วนสูงก็เท่าๆ กัน ยิ่งไปกว่านั้นคือใบหน้าเรียวของอีกฝ่ายนั้นดูหวานน่ารัก ทั้งยังดูเด็กกว่าอายุจริงไปอีกหลายปี
“ยินดีที่ได้พบนะ ฉันชื่อโหวหมิงฮ่าว เป็นญาติของเชียนซี” ว่าจบอีกฝ่ายก็ฉีกยิ้มกว้าง ก่อนที่จะเปิดประตูให้กว้างขึ้น เขาถึงได้เห็นชัดเต็มตาว่าอีกฝ่ายสวมเสื้อกล้ามตัวย้วยกับกางเกงขาสั้นตัวหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นชุดนอนของอีกฝ่ายมากกว่าจะเพิ่งมาถึงในวันนี้ก่อนที่เขาจะมา “เชียนซียังหลับอยู่เลย เข้ามาข้างในก่อนไหม?”
“อ่า...งั้นไม่ดีกว่าครับ ให้เขาหลับต่อไปก่อนก็ได้ ผมแค่จะมาดูอาการเขาเท่านั้นเอง”
“เอาแบบนั้นเหรอ?”
“ครับ เพราะเดี๋ยวพี่ชายผมก็จะมาเหมือนกัน ต้องกลับไปรอที่ห้องเผื่อเขามาน่ะครับ”
“อ่อ...ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ไว้เชียนซีตื่นแล้วฉันจะให้เขาไปหานายนะ”
“...ครับ…” จวิ้นข่ายไม่รู้จะพูดอะไรต่อแล้วจริงๆ สุดท้ายจึงโค้งให้อีกฝ่ายแล้วหันร่างจะเดินกลับไปที่ห้อง แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปถึงหน้าประตู เสียงฝีเท้าเหมือนกำลังวิ่งก็ดังขึ้น เรียกให้สายตาทั้งสองคู่เลื่อนไปมองอีกฝ่ายในทันที
“เจ้าเหมียว!”
“ตั๋วเกอ?” จวิ้นข่ายหันไปมองร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มที่ยืนหอบอยู่แถวหัวบันได ชายหนุ่มผิวขาวจัดยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนใบหน้าของตนเอง แต่แล้วดวงตาคมก็กลับเลื่อนไปสบเข้ากับใบหน้าตื่นๆ ของอีกคนที่อยู่หลังประตูที่ยังคงเปิดค้างอยู่เสียก่อนจนคิ้วของเขาอดที่จะเลิกขึ้นไม่ได้
“เสี่ยวโหวจื่อ?”
“อะ!?” เหมือนว่าเสียงทักอย่างประหลาดใจนั่นจะทำให้หมิงฮ่าวที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาสะดุ้งสุดตัว เพราะขนาดจวิ้นข่ายยืนอยู่ห่างจากอีกฝ่ายเล็กน้อยก็ยังรู้สึกได้ถึงอาการกระวีกระวาดหันซ้ายหันขวาทำตัวไม่ถูกของอีกฝ่าย แต่กลับกันแล้วคนที่เป็นคนทักกลับเผยยิ้มมุมปากเสียนี่
สองคนนี้รู้จักกัน…?
จวิ้นข่ายกำลังจะอ้าปากถาม แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เขาก็เห็นญาติผู้พี่ของเขาอย่างหวังตั๋วสาวเท้าเดินฉับๆ เข้ามาใกล้ ก่อนจะฉวยคว้าเอากุญแจห้องไปจากมือเขาเสียเฉยๆ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลับทำให้เขาทำได้เพียงมองตามตาปริบๆ เท่านั้น
หวังตั๋วคว้าข้อมือของหมิงฮ่าวขึ้น โดยที่เขาเห็นว่าหมิงฮ่าวมีท่าทีขัดขืน พยายามจะรั้งแขนตนเองกลับไป แต่อาจเพราะว่าเขาอยู่ตรงนี้ด้วย อีกฝ่ายจึงได้ไม่กล้าแสดงท่าทีอะไรมาก จนสุดท้ายก็ถูกหวังตั๋วลากเข้าห้องของเขาไป
“นายจะทำอะไร!!!? ปล่อยฉันนะเว้ย!!!”
“เรามีเรื่องต้องเคลียร์กัน”
“เฮ้ย!!!”
ปึง!
กริ๊ก!!
ทั้งยังล็อคประตูเรียบร้อยเสียด้วย แล้วเจ้าของห้องที่เพิ่งจะถูกขโมยกุญแจห้องไปอย่างเขาจะทำยังไงดีล่ะ?
“จวิ้นข่าย”
“เชียนซี?” จวิ้นข่ายหันกลับเข้าไปในห้องของเชียนซี เห็นร่างของเจ้าของห้องกำลังยืนมองมาทางเขา แม้ใบหน้าจะปรากฏรอยช้ำ แต่เขาคิดว่าเชียนซีคงกำลังแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ได้พบเขาเป็นคนแรก ไม่ใช่ญาติผู้พี่ของตนเอง
“หมิงฮ่าวเกอล่ะ?”
“โดนตั๋วเกอลากไปแล้ว” จวิ้นข่ายที่ยังคงมึนงงชี้ไปทางประตูห้องของตนเอง
คำตอบนั้นไม่ได้ช่วยไขความกระจ่างอะไรมากไปกว่ายิ่งสร้างความงงงวยให้พวกเขาทั้งคู่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด เชียนซีจึงเดินตรงมาถึงหน้าประตูห้องของจวิ้นข่าย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันมุ่น ทว่าขณะกำลังจะยกมือขึ้นเคาะประตู เสียงจากหลังประตูก็กลับดังออกมาให้พวกเขาทั้งสองคนได้ยินเสียก่อน
“จะทำอะไร!? อย่านะ!!”
“ถ้านายพยศไม่เลิกฉันก็คงต้องทำมันตรงทางเดินนี่ล่ะ!”
“อย่ามาแตะตัวฉันนะเว้ย!!”
“ทำไม? ทำอย่างกับไม่เคยงั้นล่ะ?”
“ไอ้ทุเรศ! ไอ้----”
เสียงด้านในห้องอยู่ๆ ก็ขาดหายไปเสียเฉยๆ เสียอย่างนั้น บทสนทนาอันแสนคลุมเครือที่ได้ยินทำให้ทั้งตัวของเชียนซีและจวิ้นข่ายต่างก็เลื่อนสายตามามองหน้ากันด้วยความรู้สึกตื่นๆ อยู่ไม่น้อย คำพูดพวกนั้นแม้จะไม่ชัดเจน ทั้งยังสื่อไปได้ในหลายทาง แต่มันค่อนข้างจะชัดเจนว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้ดีอะไรนัก
แต่ในอีกแง่ มันก็คิดได้ว่าสองคนนั้นอาจจะมีอะไรที่มากกว่านั้น...
“เสี่ยวข่าย...นายมาอยู่ในห้องฉันก่อนดีกว่า”
“อ...อืม…” สุดท้ายแล้วจวิ้นข่ายก็ทำได้เพียงเดินตามเชียนซีเข้าห้องของอีกฝ่ายไป แน่ล่ะ เขาไม่มีที่ไปแล้วนี่ ครั้นจะให้ออกไปข้างนอก ในสภาพชุดนอนแบบนี้ก็คงไม่เหมาะนัก เพราะสำหรับเช้าวันนี้เขาแค่แปรงฟันล้างหน้าแล้วก็ตรงมาที่ห้องของเชียนซีเลย
แต่ที่จวิ้นข่ายลืมคิดไป ก็คือบางทีเขาอาจจะยอมเข้ามาในห้องของเชียนซีง่ายจนเกินไป
ตึก!
“อืม…”
ร่างโปร่งถูกดันไปจนชิดกับโต๊ะเขียนหนังสือพร้อมกับริมฝีปากของเชียนซีที่ตามเข้ามาประกบลงกับริมฝีปากบางอิ่ม ฝ่ามือเรียวของเชียนซีปะป่ายเข้าไปใต้เสื้อยืดตัวบางบนร่างของคนที่บางกว่า ลูบไล้ผิวเนียนไปมา ไล้ช่วงแผ่นท้องขึ้นไปจนถึงแผ่นอก ขณะที่มืออีกข้างถูกยกขึ้นมาประคองแก้มนุ่มให้เอนปรับองศาให้รับจูบเขาไปง่ายยิ่งขึ้น
“อ...เชียนซี...พอก่อน…”
“อย่าเพิ่งสิ”
จวิ้นข่ายไม่รู้ว่าเชียนซีทำไมอยู่ๆ จึงได้เป็นแบบนี้ ยังไม่ทันได้เอ่ยถามใดๆ ริมฝีปากของเขาก็ถูกประกบจูบลงมาอีก ลิ้นสากร้อนผ่าวแทรกเข้ามาในโพรงปากของเขาอีกครั้งจนจวิ้นข่ายจำต้องเงยหน้ารับสัมผัสเมื่อร่างของเขาแทบจะทรุดลงไปจนต้องอาศัยโต๊ะต่างที่นั่ง ร่างกระตุกวูบทันทีที่นิ้วของเชียนซีสะกิดถูกส่วนรับสัมผัสไวบนหน้าอก และเผลอครางในลำคอออกมาเมื่อนิ้วของเชียนซีเริ่มบีบบดลงมา
“อื้ม...อือ...อ...ฮื้อ…” ร่างบางเผลอแอ่นกายตามสัมผัสและความรู้สึกเสียวซ่านที่แล่นปราดไปทั่วร่าง แต่กลับกลายเป็นว่าเขาเป็นฝ่ายขยับเข้าหาเชียนซีที่แทบจะยืนแนบร่างอยู่กับเขาอยู่ก่อนแล้วเสียแทน หว่างขาที่ถูกแทรกด้วยลำขาเรียวยาวของเชียนซีเผลอบดเข้าหาหน้าขาแข็งแรงของอีกฝ่ายด้วยแรงที่ถูกกดเน้นย้ำลงบนหน้าอกจนความเสียวซ่านแผ่กระจายไปทั่วทุกอณูอย่างที่ไม่เคยจะเป็น เขาแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่เมื่อนิ้วของเชียนซีสะกิดกดเย้าลงบนยอดอก เผลอกระตุกายทุกครั้งที่ถูกสัมผัส และยิ่งบดเบียดเข้าหาอีกฝ่ายมากขึ้นเมื่อนิ้วของเชียนซีคลึงหนักๆ ลงมา
ไม่อยากจะบอกเลยว่าเขาแทบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว…
“อึก...อืม...อื้อ!” ร่างบางกระตุกวูบเมื่อเชียนซีจงใจละมือลงไปบีบเค้นลงบนยอดอกทั้งสองข้าง ความเสียวซ่านที่ร่างกายได้รับยิ่งหนักหน่วงขึ้นอีกเป็นเท่าทวีจนสมองของจวิ้นข่ายขาวโพลน ทั่วทั้งร่างเริ่มร้อนผะผ่าวจนต้องหอบอย่างไม่อาจห้าม แม้ว่าริมฝีปากจะยังคงถูกประโคมจูบเข้าใส่ รุกไล่ไม่หยุดหย่อนก็ตามที เขาทำได้แต่ปล่อยให้น้ำใสไหลออกมาจากมุมปาก น้ำลายที่ถูกผสมปนเปจนไม่รู้ว่าของใครเป็นของใครราวกับจะยิ่งทำให้เขามอมเมาจนไร้สติยิ่งกว่าเดิม
และขณะเดียวกัน มันก็ทำให้ความรู้สึกร้อนวูบยิ่งเพิ่มขึ้นและแล่นไปทั่วร่างอย่างรวดเร็วเช่นกัน
จวิ้นข่ายจิกเท้าอย่างช่วยไม่ได้เพื่อระบายความรู้สึกที่เริ่มจะกลายเป็นทรมานเขาเสียแทน คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน แต่กระนั้นก็ยังรู้สึกได้ถึงความสุขประหลาด ทั้งๆ ที่แค่ถูกจูบ ทั้งๆ ที่แค่ถูกสัมผัสเล็กน้อย...ตัวเขาก็กลับมีอารมณ์ขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้…
อี้หยางเชียนซี...ทำไมถึงเหมือนจะรู้จักร่างกายของเขาดีมากกว่าตัวเขาเองเสียอีก…
“ง...งื้อ...อือ~”
เสียงครางของจวิ้นข่ายยิ่งดังอู้อูี้ในลำคอขึ้นอีกเมื่อหน้าขาแข็งแรงเริ่มบดเบียดเข้าหาร่างแบบบาง ดันเข้าหาหว่างขาเรียวที่เป็นฝ่ายแนบชิดเข้ามาหาเขาอยู่ก่อนแล้ว ความเสียวกระสันแล่นวูบตั้งแต่ศีรษะจะถึงเท้า ขนลุกชันจนต้องจิกเล็บลงกับโต๊ะ ขณะที่ขาเรียวเล็กเกร็งจนสามารถมองเห็นกล้ามเนื้อตามแนวขาได้รางเลือน
“เสี่ยวข่าย...นายยั่วฉันแบบนี้แล้วจะให้ฉันทำยังไง หืม?”
“ย...ยังจะกล้าพูดอีก…” ตอนนี้ใบหน้าสวยหวานของจวิ้นข่ายขึ้นสีแดงซ่านน่ามองเสียจนเชียนซีไม่อยากจะละสายตาไปเลยสักนิด ตวงตาคมจดจ้องชิดใกล้จนสามารถมองเห็นขนตายาวเป็นแพสวยของจวิ้นข่ายได้อย่างชัดเจน และเขาไม่ปฏิเสธเลยว่าจวิ้นข่ายในเวลานี้ที่เอาแต่พยายามจะหลุบหลบสายตาเขาด้วยความเขินอายนั้นดูสวยและน่ามองที่สุด
“อะไรล่ะ?” เชียนซีเริ่มคลอเคลียริมฝีปากกับปรางแก้มนุ่ม ถามชิดติดผิวพร้อมลมหายใจร้อนที่เริ่มหนักหน่วงขึ้นทุกขณะไม่ต่างกัน
เพราะเขาเอง...ก็ใกล้บ้าแล้วเหมือนกัน…
“เพราะนายนั่นล่ะ…” จวิ้นข่ายได้แต่คล้อยตามการกระทำของเชียนซีที่ยกมือขึ้นมาแนบลงกับก้านคอของเขาข้างหนึ่ง ขณะที่อีกข้างเริ่มเลื่อนลงไปเค้นคลึงลงกับสะโพกมน ขณะเดียวกันก็ออกแรงผลักรั้งร่างของจวิ้นข่ายให้แนบเข้ามากับหน้าขาของเขามากยิ่งขึ้นจนเชียนซีสามารถสัมผัสได้ถึงส่วนแข็งขืนใต้กางเกงขาสั้นของอีกฝ่ายชัดเจน
“นายมีอารมณ์แล้ว...เสี่ยวข่าย…”
“อย่าพูดนะ…”
“ไม่ให้พูด...แล้วจะให้ทำอะไรล่ะ...ให้ฉันต่อเลยไหม หืม?”
“เชียนซีบ้า”
แม้จะเป็นคำด่าว่า แต่น้ำเสียงของจวิ้นข่ายกลับเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่แฝงความเขินอายมาด้วย มันทำให้เชียนซีหลุดยิ้ม เผลอเป่ารดลมหายใจออกมาแรงๆ ใส่กกหูของจวิ้นข่ายที่ถูกคลอเคลียอยู่ก่อนแล้วจนร่างแบบบางสะดุ้งเฮือก ลมหายใจของจวิ้นข่ายไม่เป็นจังหวะกำลังเป่ารดอยู่ข้างหูของคนตัวหนากว่าจนยิ่งสะกิดอารมณ์ของคนที่กำลังเย้าแหย่จนแทบเป็นบ้า
“นายกำลังจะทำให้ฉันทนไม่ไหวนะ เสี่ยวข่าย”
“...”
“ถ้านายจะไม่พูดอะไร ฉันจะทำแล้วนะ”
“...”
“เสี่ยวข่าย…ฉันทำจริงๆ นะ”
“อยากทำอะไรก็ทำไปสิ…”
คำตอบกระท่อนกระแท่นแสนเบาหวินั้นกลับทำให้เชียนซียิ่งเป็นบ้า อดที่จะหันมองเสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายไม่ได้ แต่กลับกลายเป็นว่าจวิ้นข่ายซุกหน้าลงกับไหล่ของเขาจนเผยให้เห็นเพียงแค่ใบหูแดงๆ เท่านั้นเอง
น่ารัก…
“ทนไม่ไหวแล้ว” ไม่พูดเปล่า ฝ่ามือของเชียนซีทั้งสองข้างช้อนเข้ากับสะโพกมนแล้วยกขึ้นจากโต๊ะจนสัมผัสได้ว่าร่างของจวิ้นข่ายถึงกับผวาเฮือก ส่วนแข็งขืนถึงกับแนบเข้ากับหน้าขาของเขาแน่นจนกลับเป็นจวิ้นข่ายเสียเองที่เผลอครางไม่เป็นศัพย์ออกมาในลำคอ แต่กระนั้นเชียนซีก็ยังเลือกที่จะก้าวขาตรงไปทางเตียงของตนเอง ขณะที่ข้างหูได้ยินเสียงครางทุกครั้งที่ขาข้างที่ยังคงค้างอยู่ที่หว่างขาของจวิ้นข่ายก้าวขึ้นหน้า มันทำเอาเขาแทบจะหน้ามืดกดร่างแบบบางของจวิ้นข่ายลงกับเตียงในทันทีด้วยความรีบร้อน รั้งเสื้อยืดสีขาวตัวบางขึ้นจนร่างกายส่วนบนที่เขาไม่เคยได้เห็นเต็มๆ ตาของร่างแบบบางปรากฏขึ้นชัดเจนตรงหน้า ยอดอกที่ขึ้นรอยแดงช้ำเล็กน้อยจากการบีบเค้นคลึงของเขาก่อนหน้านี้ตั้งชูชันแข็งขืนสะดุดตาเสียจนเขาอดไม่ได้ที่จะซุกใบหน้าลงกับตรงนั้น จงใจลากริมฝีปากและสันจมูกผ่านจนร่างของจวิ้นข่ายหลุดสะดุ้ง
“น่ารัก...น่ารักไปทั้งตัวเลย...เสี่ยวข่าย…”
“อย่าแกล้งสิ...อือ…” ยิ่งเชียนซีจงใจพูดทั้งๆ ที่ริมฝีปากยังคงเคลียไปมาปัดผ่านยอดอก มันก็ยิ่งทำให้เขาแทบจะสำลักความรู้สึกเสียวซ่านกระสันที่แผ่กระจายไปทั่วตัวเป็นระรอก ใบหน้าสวยสะบัดเงยอย่างอดไม่อยู่เมื่อเชียนซีจงใจขบกัดลงมา
แต่แล้วอยู่ๆ เชียนซีก็ละออกไปเสียเฉยๆ
“เสี่ยวข่าย”
“หือ…?” จวิ้นข่ายมุ่นคิ้ว แต่ก็ยอมลืมตาขึ้นมองคนที่อยู่ด้านบนทั้งๆ ที่ดวงตากำลังฉ่ำไปด้วยแรงปรารถนาที่กำลังมากขึ้น เขาก็เพิ่งจะรู้วันนี้ ว่าอี้หยางเชียนซีเป็นคนขี้แกล้งแบบนี้…
“นายเคยเห็นร่างกายตัวเองไหม?”
“อะไรนะ…?”
“ว่าแล้วเชียว” สิ้นคำ เชียนซีก็รั้งร่างแบบบางขึ้นมาให้อยู่ในท่านั่ง ขยับไปนั่งซ้อนหลังอีกฝ่ายพร้อมกับตวัดแขนไปรอบเอวคอดเล็ก กันอีกฝ่ายหนีไปไหนเพราะความเขินอายเสียก่อน
“มองเข้าไปในกระจกสิ ดูตัวนายในตอนนี้ รู้ตัวไหมว่าเวลากำลังจะมีอะไรกับคนอื่น นายดูเซ็กซี่ขนาดไหน” คำบอกเล่านั้นแม้จะฟังดูน่าอาย แต่เมื่อดวงตาคู่สวยได้สะท้อนสภาพของตนเองในกระจกนั้นแล้ว น่าแปลกที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังละสายตาไปไหนไม่ได้เช่นกัน
คนในกระจกนั่นราวกับไม่ใช่ตัวเขาอย่างไรอย่างนั้น ใบหน้านั่น ร่างกายนั่น ในเวลาที่กำลังมีอารมณ์ มันกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างจากปกติไปได้มากขนาดนี้…
“อ๊า!” อาจเพราะไม่ทันตั้งตัว ทันทีที่มือของเชียนซีบีบเค้นลงมาบนยอดอกของเขาอีกครั้งจึงทำให้เสียงครางดังขึ้นเสียสุดเสียง ร่างแบบบางถูกรั้งให้พิงเข้ากับร่างของคนที่อยู่ด้านหลัง ขณะที่ใบหน้าที่เผลอเบือนไปอีกทางถูกรั้งให้กลับมามองดูสภาพของตนเองในกระจกอีกครั้ง
ร่างของเขาที่กำลังสั่น...เพียงเพราะว่าถูกเชียนซีกดย้ำลงบนยอดอก ใบหน้าบิดเบี้ยวที่แดงซ่าน ตอนนี้ดูสวยหวานเสียจนจวิ้นข่ายเองก็ยังไม่เคยนึกว่าตัวเองจะเป็นแบบนี้ เม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นทั่วร่างยิ่งทำให้ร่างกายของเขาดูยั่วยวนมากขึ้นไปอีกจนแทบจะทนมองไม่ได้…
“กางเกงนายเริ่มชื้นแล้ว รู้ตัวหรือเปล่า?”
“เชียนซี! บอกว่าอย่าพูด----อ๊า!!!” ไม่มีสิทธิ์ให้แม้แต่จะได้กลั้นเสียงหรือลดเสียงใดๆ ฝ่ามือเรียวลดลงไปบีบเค้นลงกับร่างกายส่วนล่างที่กำลังแข็งขืนจนเขาคล้ายจะได้ยินเสียงเฉอะแฉะดังออกมาให้ใบหน้ายิ่งขึ้นสีระเรื่อหนักกว่าเดิม แต่ทุกสัมผัสที่ฝ่ามือของเชียนซีบีบเค้นลูบไล้กลับทำให้ร่างของเขาสั่นสะท้านหนัก ความเสียวกระสันยิ่งแผ่ซาบซ่านไปทั่วจนต้องจิกนิ้วเท้าลงกับผืนเตียงจนยับยู่
“นายจะเสร็จทั้งๆ ที่ฉันแค่ทำกับข้างบนเหรอ เสี่ยวข่าย?”
“...” จวิ้นข่ายรู้สึกคล้ายตัวเองใกล้จะระเบิดแล้ว คำพูดแต่ละคำของเชียนซีกำลังจะทำให้เขาอายกับสภาพของตัวเองตาย!!!
“แล้วนายดูสิ…” ว่าพลาง เชียนซีก็ค่อยๆ รั้งชายเสื้อที่ถูกถกขึ้นมาจนอยู่เหนือแผ่นอกบางลง “ขนาดอยู่ใต้เสื้อ ก็ยังเห็นมันได้ชัดขนาดนี้…”
ไม่พูดเปล่า เชียนซียังจงใจใช้บีบคลึงยอดอกที่ชูชันแข็งขืนจนเห็นชัดเจนผ่านเสื้อของคนที่กำลังถูกแกล้งให้จวิ้นข่ายยิ่งรู้สึกอายหนักกว่าเดิมเสียอีก
เชียนซีกระตุกยิ้ม ก้มลงคลอเคลียกับซอกคอหอมกรุ่นที่อยู่ตรงหน้า ราวกับกำลังเรียกร้องให้เขาเข้าไปสัมผัส สูดกลิ่นหอมกรุ่นของคนตรงหน้าเข้ามาเสียจนเต็มปอด ก่อนจะค่อยๆ จูบซับลงไปบนซอกคอที่ชื้นเหงื่อนั้นเบาๆ ดูดเม้มทีหนึ่งสร้างรอยรักสีกุหลาบรอยแรกลงบนนั้นราวกับเพื่อตีตราประทับความเป็นเจ้าของ
เพราะเขาไม่อยากให้หวังจวิ้นข่ายต้องเป็นของใครอีก…
“...เชียน...อย่าทำรอย...อึก…”
“แค่เพราะว่าพรุ่งนี้นายต้องทำงานเหรอ?...เสี่ยวข่าย เลิกได้ไหม อย่าเอาร่างกายของนายไปให้คนอื่น อย่าให้ใครได้เห็นนายแบบนี้อีกได้ไหม…” น้ำเสียงของเชียนซีคล้ายแฝงมาด้วยแววเจ็บปวด ลำแขนแข็งแรงรั้งรัดกอดลงรอบเอวคอดของจวิ้นข่ายอย่างหวงแหน ก่อนจะดึงฝ่ามือเล็กข้างหนึ่งเข้าไปกุมเอาไว้เบาๆ “...นะ…”
“แต่ว่า…” จวิ้นข่ายเม้มริมฝีปาก แม้ร่างกายจะยังคงรู้สึกร้อนวูบวาบสร้างความทรมานจากแรงอารมณ์ที่ใกล้จะถึงปลายทาง แต่กลับถูกหยุดอยู่แค่นั้นก็ตาม แต่เขากลับไม่อยากจะให้เชียนซีรู้สึกแย่ ขณะที่ทำให้เขามีความสุข
แต่จะให้เขาหยุด...บางทีอาจจะทำไม่ได้ง่ายๆ นี่สิ…
“เสี่ยวข่าย…” เสียงทุ้มดังอยู่ที่ข้างกกหูกลับให้ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดปะปนมากับความออดอ้อนจนจวิ้นข่ายเผลอหลุดสะดุ้ง ความทรมานของร่างกายกำลังทำให้เขารู้สึกอยากจะตอบไปให้จบๆ ไม่เช่นนั้นบางทีเขาคงทนไม่ไหว…
“...ก็ได้…”
“ดีจัง” จวิ้นข่ายได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากริมฝีปากของเชียนซี ก่อนที่แก้มของเขาจะถูกหอม แล้วไล่ลงมาที่ริมฝีปาก ขณะที่ใบหน้าสวยถูกจับให้แหงนขึ้นพิงกับไหล่ของเชียนซีเพื่อรับจูบ พร้อมกับมือเรียวของเชียนซีที่ล้วงเข้าไปผ่านทางขอบกางเกงขาสั้นของเขา
ร่างบางสะดุ้งเฮือกเมื่อร่างกายถูกสัมผัส ทุกสัมผัสคล้ายจะยิ่งทำให้หวังจวิ้นข่ายรู้สึกราวกับพร้อมจะละลายได้ทุกเมื่อ ฝ่ามือร้อนระอุที่ชอนไชไปทั่วร่างของเขา…
เสื้อผ้าทั้งหมดไม่รู้ว่าหลุดลงไปกองอยู่ที่อื่นตั้งแต่เมื่อไหร่ ร่างกายเปลือยเปล่าของหวังจวิ้นข่ายในที่สุดก็ปรากฏสู่สายตาของอี้หยางเชียนซีอย่างชัดเจน ทุกอย่างถูกสะท้อนลงบนกระจกเงาที่ถูกตั้งเอาไว้ที่มุมห้อง แต่ทว่ากลับไม่ได้มีใครสนใจมันอีกแล้ว
เชียนซีดันร่างแบบบางของจวิ้นข่ายลงกับเตียง ก้มลงประกบริมฝีปากจูบริมฝีปากบางอิ่มขณะที่นิ้วเรียวค่อยๆ ถูกสอดเข้าไปในร่างแบบบางที่บิดเร่า เสียงครางในลำคอของจวิ้นข่ายอื้ออึง ยิ่งเมื่อมือของเชียนซีถูกขยับ แม้จะถูกสอดแทรกเข้ามาเพียงนิ้วเดียวความกระสันก็ยังทำให้จวิ้นข่ายแทบจะแตะไปถึงปลายทาง
นิ้วที่สองค่อยๆ ถูกสอดเข้ามาหลังจากที่ร่างบางไม่อาจจะทนกักความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้จนเปรอะเลอะไปทั่วแผ่นท้อง และเพียงแค่การกดย้ำลงบนจุดกระสันเบาๆ อารมณ์ของจวิ้นข่ายก็กลับถูกปลุกขึ้นมาอีก
“อ...อือ...อึก...อา…”
“เสี่ยวข่าย...นายกำลังจะทำให้ฉันคลั่ง…”
“อ้า...ช...เชียน...เข้ามา...เข้ามาเถอะ...อึก…” มือเล็กถูกยกขึ้นกุมข้างแก้มสาก ผะแผ่ว ทว่าสั่นระริกไปด้วยแรงอารมณ์ที่กำลังพรั่งพรูออกมามากขึ้นเรื่อยๆ “...ม...ไม่ต้องทนแล้ว...เชียนซี...ฉัน...ฉันต้องการนาย…”
ไม่ว่าจะเพราะคำพูดไหนของจวิ้นข่าย มันทำให้เชียนซีแทบจะอดรนทนไม่ไหวที่จะดึงมือออกแล้วแทรกกายเข้าไป เขารู้สึกอยากจะสอดใส่ความเป็นเขาทั้งหมดเข้าไปเติมเต็มให้กับคนตรงหน้าเสียเต็มที หากแต่ว่าเขาก็ยังกลัว กลัวว่าจะทำให้อีกฝ่ายเจ็บ เขาจึงได้ยังคงฝืนทน ขยับนิ้วอีกหลายครั้งเพื่อให้จวิ้นข่ายถูกอารมณ์ทั้งหมดชักนำให้รับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บได้น้อยที่สุด เชียนซีจึงได้ถอนมือออกแล้วค่อยๆ สอดแทรกร่างกายของตนเองเข้าไปแทนที
“อ...อา…”
“อือ…”
“เจ็บหรือเปล่า...เสี่ยวข่าย...ถ้าเจ็บจะไม่ทำก็ได้นะ…”
“ไม่เป็นไร” จวิ้นข่ายส่ายหน้าเบาๆ มือทั้งสองข้างที่แนบอยู่กับใบหน้าคมสันสั่นๆ ของจวิ้นข่ายค่อยๆ ถูกเอื้อมไปโอบรอบลำคอหนา หวังให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวขณะที่ร่างกายกำลังรับร่างของคนตรงหน้าเข้ามา “เชียนซี เข้ามาเถอะ ไม่เป็นไรนะ ฉันไม่เป็นไร”
“เสี่ยวข่าย…” เชียนซีอดที่จะเผยยิ้มไม่ได้ ก้มลงประกบริมฝีปากลงกับริมฝีปากอิ่มอีกครั้ง ก่อนจะดันกายเข้าหาร่างบางจนสุด ส่งให้ร่างของจวิ้นข่ายถึงกับกระตุกวูบ แต่กระนั้นทั้งหมดก็ยังคงเต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่จวิ้นข่ายสัมผัสมันได้อย่างชัดเจน
จวิ้นข่ายกระชับแขนทั้งสองข้างแน่น ยกร่างขึ้นแนบกับร่างด้านบนเพื่อรั้งไม่ให้ตนเองเผลอขยับถอยหนี ซุกใบหน้าลงกับบ่าของเชียนซีที่มีเม็ดเหงื่อผุดพราวไม่ต่างกัน ความใหญ่โตที่คับแน่นอยู่ในกายทำให้เขารู้ดีว่าเชียนซีคงทนมานานกว่าเขามาก กระซิบผะแผ่วข้างใบหูให้อีกฝ่ายขยับตามที่อีกฝ่ายต้องการ หวังให้อีกฝ่ายได้สุขสม ได้รู้สึกดีไปพร้อมกับเขา
“อา อ...ฮ้า… เชียนซี...เชียนซี…”
“เสี่ยวข่าย...จวิ้นข่าย...อืม…”
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังคลอไปกับชื่อของทั้งสองคนที่ดังระงมไปทั่วทั้งห้อง เม็ดเหงื่อเปียกชุ่มหยดซึมลงบนผ้าปูที่นอนจนเป็นด่างดวง มันดำเนินติดต่อกันอีกเป็นชั่วโมง ต่างฝ่ายต่างปลดปล่อยออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำคาวสีขุ่นที่ถูกปลดปล่อยออกมาจนล้นช่องทางเล็กไหลหยดออกจากช่องทางรักขอจวิ้นข่ายจนเปรอะเลอะผ้าปูที่นอน กลิ่นคาวผสมกลิ่นเหงื่อยิ่งทำให้พวกเขาต่างมัวเมาและดำเนินบทรักกันต่อมาเรื่อยๆ…
สิ่งที่ปรากฏทั่วตัวของจวิ้นข่ายมีแต่รอยแดงเป็นจ้ำปรากฏให้เห็นเต็มไปหมด แทบจะไม่เว้นที่ว่างเอาไว้บนร่างเขาแล้วเสียด้วยซ้ำ ไม่เว้นแม้แต่ตามต้นขา โชคยังดีที่เชียนซียังจำได้ว่าเขาใส่ขาสั้นมา ร่องรอยพวกนั้นจึงกินพื้นที่ลงมาไม่ถึงส่วนที่กางเกงปกปิดไม่ถึง แต่ที่ซอกคอของเขาก็ยังไม่พ้นปรากฏรอยให้ได้เห็นอยู่ดี
“พรุ่งนี้คงต้องระวังหน่อยซะแล้ว…” จวิ้นข่ายเม้มริมฝีปากหลังจากที่มองดูสภาพของตัวเองในกระจก อดที่จะเผลอยิ้มไม่ได้เมื่อเผลอแตะลงบนรอยสีแดงนั้น ข้างแก้มขึ้นสีระเรื่ออย่างช่วยไม่ได้เมื่อสมองดันนึกไปถึงเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเช้านี้…
ก็ไม่นึกว่าจะทำกันไปถึงขนาดนั้น…
“มีรอยขนาดนั้น ไอ้อาจารย์นั่นไม่คลั่งเอาหรือไง?” เสียงที่ดังขึ้นหน้าประตูห้องน้ำทำให้จวิ้นข่ายหลุดสะดุ้ง รีบหันไปมองทางต้นเสียง จึงได้ถอนหายใจเฮือกหลังจากที่รู้ว่าคนที่มา ที่แท้แล้วก็คือพี่ชายตัวสูงที่มาเยี่ยมเขาตั้งแต่เช้า ทั้งยังสร้างวีรกรรมเอาไว้นั่นเอง
“ตั๋วเกอ…”
“ปิดไปก็เท่านั้นแหละ ยังไงก็เห็นอยู่ดี”
“...”
“พรุ่งนี้ไม่ใช่หรือไง? ไอ้อาจารย์นั่นคลั่งตายแน่”
“แต่ผมก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี”
“ก็แค่เลิกทำมันซะ”
“ผมก็อยากเลิก...แต่มันไม่ได้ง่ายแบบนั้น…”
“...”
“ตั๋วเกอ...คนๆ นั้นทำลายชีวิตผมทั้งชีวิตได้เลยนะ อีกอย่างผมเองก็ไม่ได้อยากจะทำมันแต่ต้นด้วย”
“ฉันรู้ว่านายถูกบีบให้ทำ แต่ถ้านายยังจะทำต่อไป ฉันว่าซักวัน ไม่นายแย่ ก็จะเป็นความสัมพันธ์ของนายกับน้องของหมิงฮ่าวนั่นล่ะที่แย่”
“...”
ดวงตาคมมองดูร่างบางของน้องชายที่นิ่งไป จนเขาอดที่จะถอนหายใจเฮือกไม่ได้ สุดท้ายจึงได้เดินเข้าไปหาอีกฝ่าย ก่อนจะรั้งร่างบางๆ นั้นเข้ามาในอ้อมแขน “ถ้าไม่ไหวจริงๆ ฉันจะทำเรื่องลาออกให้ ย้ายไปอยู่กับฉัน หรือไม่ก็ให้ฉันเอาเรื่องคนเลวๆ พรรค์นั้นซะ”
“...ไม่ได้…”
“จวิ้นข่าย”
“ผมกลัว…”
“...”
“ผมกลัวว่าคนๆ นั้นจะทำอะไรอีก เกิดอยู่ๆ ผมหายไป ผมก็ไม่รู้ว่าคนๆ นั้นจะไปบีบบังคับให้ใครทำเรื่องทุเรศๆ แบบนี้อีก ไม่รู้ว่าคนๆ นั้นจะทำอะไรคนรอบตัวผมหรือเปล่า ถึงตอนนี้ทั่วทั้งโรงเรียนจะมีแค่เชียนซีที่ผมสนิทด้วย แต่ผมก็ไม่อยากให้เขาต้องมาเดือดร้อนเพราะผม…”
“...”
“แล้วถ้าเกิดผมยอมให้ตั๋วเกอเอาเรื่องเขา...นั่นเท่ากับว่าเรื่องนี้มันจะไม่ได้จบแค่ในโรงเรียน...เกอเข้าใจหรือเปล่า? มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่นะ…”
“แล้วตอนนี้มันยังไม่ใหญ่พออีกงั้นเหรอ!?”
“...” จวิ้นข่ายหลุดสะดุ้ง ดวงตาคู่สวยเลื่อนลงมองมือที่กำเข้าหากันแน่นของพี่ชายของเขา อีกฝ่ายกำลังโกรธ โกรธจนเป็นฟืนเป็นไฟ...
“จวิ้นข่าย มันทำลายนายไปแล้ว ถ้ายังไม่ทำอะไรอีก อีกหน่อย ตอนที่นายจบไป นายคิดว่าเรื่องนี้มันจะจบไปด้วยไหม?”
“...”
“ผู้ชายคนนั้นไม่หยุด นายยังโชคดีที่เป็นผู้ชาย แต่ถ้าเกิดในอนาคต ในตอนที่นายออกมาจากโรงเรียนนั้นแล้ว มันไปบังคับเด็กผู้หญิงล่ะ? นายเคยคิดเรื่องนี้หรือเปล่า??”
“...”
“มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ถึงนายจะบอกว่านายยินยอมเพื่อที่จะตัดปัญหา เพื่อที่จะให้ไอ้ครูสารเลวนั่นยอมตรวจข้อสอบของนายอย่างถูกต้อง ยอมตรวจงานของนายอย่างถูกต้อง แต่แบบนี้มันคุ้มกันแล้วจริงๆ น่ะเหรอ?”
“...”
“อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าบางทีมันก็ซ้อมนายด้วย”
“ตั๋วเกอ!”
“ฉันไม่ปล่อยมันให้ลอยนวลแน่ แต่ฉันแค่กำลังรอให้นายพร้อมเท่านั้น เสี่ยวข่าย”
“...”
“เลือกเอาเถอะ ว่าจะปล่อยให้ไอ้สารเลวนั่นทำลายชีวิตของนายต่อไปเรื่อยๆ ทำลายความรักของนาย หรือจะให้มันได้รับโทษอย่างสาสมกับสิ่งที่มันทำ”
“...”
จวิ้นข่ายได้แต่หลับตาลง เขาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อให้ตนเองได้สงบสติของตนเอง เพื่อตั้งสติ และเพื่อตัดสินใจ
แต่ถึงแบบนั้น...เขาก็ยังไม่กล้าพออยู่ดี…
“ผม...ขอเวลา…”
“เฮ้อ…” ในที่สุดหวังตั๋วก็ละมือออกจากจวิ้นข่ายในที่สุด กำลังจะเดินละไปอีกทางอยู่แล้ว แต่เขาก็กลับถูกมือของเจ้าแมวดึงรั้งเอาไว้เสียก่อน
“ไม่ได้เจอหน้ากันตั้งนาน คิดว่าจะคุยกันแค่นี้เหรอ ตั๋วเกอ เล่าเรื่องระหว่างเกอกับพี่หมิงฮ่าวมาเลย”
“...”
“...”
“...”
“...”
“เอ่อ…”
“เร็ว” คราวนี้กลับเป็นฝ่ายหวังตั๋วที่พูดไม่ออก เขามองดูดวงตาคู่สวยโตๆ นั่นที่ช้อนมองเขามา และนั่นยิ่งทำให้หัวใจของเขาที่ตอนแรกคิดว่าน่าจะแข็งพอไม่เล่าเรื่องนี้แล้วอ่อนยวบราวกับขี้ผึ้งรนไฟ
“มันก็แค่อุบัติเหตุตอนไปผับเท่านั้นแหละ…”
“แล้วเกอก็เลยถอนตัวไม่ขึ้นอีกเลยตั้งแต่ตอนนั้น?”
“...”
“ดูจากสถานการณ์ คงไม่ใช่เกอตามตื้อเขาอยู่ฝ่ายเดียวหรอกนะ? ทางนั้นเขาไม่เห็นจะดูยินดีที่เจอเกอเลย”
“...”
“แน่ะ เงียบอีก”
“ก็…”
“เกอขืนใจเขาเหรอ?”
“เจ้าเหมียว!!”
“อย่างนี้แปลว่าถูกใช่ป่ะ?”
“ทำเป็นสู่รู้ เจ้าเด็กดื้อ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่รู้มั้ยฮะ?” ว่าจบมือของหวังตั๋วก็ยกขึ้นดีดหน้าผากของคนตัวเล็กกว่าด้วยความหมั่นเขี้ยวจนจวิ้นข่ายต้องยกมือขึ้นถูกหน้าผากตัวเองป้อยๆ พร้อมเบ้หน้า
“เกอโตกว่าผมแค่สามปี อย่ามาอะไรหน่อยเลย”
“สามปีก็มี Gap นะ รู้จักไหม? Gap อ่ะ”
“เอาที่เกอสบายใจเลย แต่ผมขอแนะนำนะ ถ้าเกอไปขืนใจเขา ผมว่าเกอคงไม่ได้ใจเขาจริงๆ หรอก”
“คำก็ขืนใจ สองคำก็ขืนใจ ก็ตอนนั้นหมอนั่นมายั่วฉันเองนะ!!!”
“หืม…?”
“...”
“ผมว่า...เกอต้องเล่าแล้วล่ะ”
“...”
จวิ้นข่ายนั่งท้าวคางอยู่กับโต๊ะเรียนโดยที่สิ่งที่ครูสอนไม่ได้เข้าหัวมาสามคาบเต็มๆ แล้ว
ถ้าจะถามว่าอะไรที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ ก็คงจะเป็นเรื่องของหวังตั๋ว พี่ชายของเขาที่ท่าทางจะอาการหนักกว่าที่คิดเอาไว้
หลังจากที่เขาได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะอุบัติเหตุ แต่อีกส่วนหนึ่งเขาก็ต้องขอโทษตัวพี่ชายเขาเองนี่ล่ะที่ไม่รู้จักคุมตัวเอง วันแรกที่ไปเที่ยวด้วยกัน คนเขาโดนมอมเหล้ามา แถมยังเป็นเหล้าผสมยา พี่ชายเขาก็ดันบ้าจี้เกิดเป็นคนดีเปิดห้องให้พักเพราะเข้าใจว่าเมาจนหลับ แล้วสุดท้ายก็ไปจบที่เตียงเพียงเพราะว่าหวังตั๋วทนไม่ไหวเอง โดยที่เจ้าตัวอ้างว่าอีกฝ่ายดูเซ็กซี่เกิน โดนยั่วเห็นๆ ซึ่งเขาอยากถามมากว่ามันยั่วตรงไหน?
คนเขาโดนมอมทั้งยาทั้งเหล้า คนเราก็ไม่รู้จักยั้งตัวเอง กลายเป็นว่าจากที่เป็นเพื่อนกันเลยกลายเป็นว่าเข้าหน้ากันไม่ติด แล้วพอวันที่มาเจอกันที่หอเขาก็จัดไปอีกดอก เป็นเขาเจอแบบนี้ชาติหน้าก็ไม่ยกโทษให้อ่ะ จริงๆ
แต่เขาก็ไม่เคยเห็นหวังตั๋วจะสนใจใครเท่านี้มาก่อน ถึงขั้นพอโดนเขาว่าไปยกก็หงอไปเลย ไม่พูดไม่จา ชิ่งกลับไปตั้งแต่ช่วงบ่ายอ่อนๆ แต่เพิ่งผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ร่างสูงของหวังตั๋วก็มาปรากฏตัวอยู่ที่ประตูห้องเขาใหม่พร้อมกระเป๋าเสื้อผ้าแค่เพราะคิดว่าอาจจะได้เจอโหวหมิงฮ่าวคนนั้นอีก
แต่กลับกลายเป็นว่าทางนั้นไม่ยอมก้าวออกมาเกินธรณีประตูห้องของเชียนซี และอนุญาตให้เขาเข้าไปได้คนเดียวในตอนช่วงเย็นที่เขาไปเยี่ยมเชียนซี ไม่ยอมแม้กระทั่งจะมองหน้าพี่ชายเขาด้วยซ้ำ
แล้วเจ้าตัวก็ย้ายมาอยู่ที่หอของเขาตั้งแต่ตอนนั้น บอกว่าจะมาดูแลเขาเพราะกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่เขากลับเห็นชัดๆ เลยว่านั่นมันแค่ข้ออ้างที่จะได้เจอพี่ชายของเชียนซีอีก
คิดไปแล้วก็น่าขัน หวังตั๋วเป็นผู้ชายที่ใครๆก็อยากจะมีสัมพันธ์ด้วยมาแต่ไหนแต่ไร และเจ้าตัวก็มีนิสัยเพลย์บอยอยู่ไม่น้อย ผู้หญิงหลายคนน้ำตาเช็ดหัวเข่าเพราะพี่ชายเขามาเท่าไหร่ มาวันนี้เจ้าตัวเจอคนที่ตนเองสนใจ แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจเข้าให้ คงได้รู้ความรู้สึกของการเป็นคนสนใจเขาข้างเดียวกับคนอื่นเสียบ้าง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกระทำของหมิงฮ่าวก็กำลังปลุกความเป็นคนอยากเอาชนะของหวังตั๋วให้ขึ้นมาด้วยเหมือนกัน และก็เป็นเพราะความอยากเอาชนะของหวังตั๋วที่มีสูงมากนี่ล่ะที่ทำให้คนรอบข้างปวดหัวมานักต่อนัก
หนึ่งในคนที่ปวดหัวก็คือเขา ความอยากเอาชนะของอีกฝ่ายมีแทบจะในทุกๆ เรื่อง ยิ่งมาเกิดเรื่องกับเขาตั้งแต่ครึ่งปีก่อน หวังตั๋วก็คอยแต่จะคะยั้นคะยอให้เขาหาทางจัดการกับอาจารย์คนนั้นมาโดยตลอด
แต่เขาไม่อยากจะทำ ส่วนหนึ่งก็เพราะเขารู้สึกไม่กล้า และอีกส่วนก็เป็นเพราะคำขู่ของอีกฝ่ายนั่นล่ะ
อันที่จริงก่อนหน้านี้ตัวเขาเองก็มีเพื่อน ทั้งเพื่อนผู้หญิงและผู้ชาย แต่ตั้งแต่วันนั้นที่เขาถูกอาจารย์คนนั้นบังคับขู่เข็ญให้มีสัมพันธ์ด้วย เขาก็ได้แต่หาทางตัดสัมพันธ์กับเพื่อนทุกคน
“หวังจวิ้นข่าย ถ้าเธอยังไม่ยอมเป็นเด็กดีอีก ครูก็จะไปลงโทษเพื่อนๆ ของเธอ รู้ใช่ไหมว่าทำโทษที่ว่านั่นคืออะไร?”
เขาก็แค่ไม่อยากให้เพื่อนๆ ต้องเดือดร้อน…
หวังจวิ้นข่ายจำใจทำตัวให้เพื่อนทุกคนเกลียดและตีตัวออกห่างอย่างรวดเร็วโดยไม่มีใครคิดที่จะเข้ามาวอแวกับเขาอีก มันเป็นการตัดปัญหาที่ดีที่สุดในตอนนั้น
แต่หลังจากนั้น เขากลับพบว่าเรื่องราวมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
เขาถูกคนๆ นั้นบีบด้วยเรื่องของเพื่อนแล้วครั้งหนึ่ง แต่หลังจากนั้น เขากลับถูกบีบด้วยเรื่องของการเรียน
การสอบย่อยครั้งหนึ่งที่เขามั่นใจว่าเขาทำได้แทบทั้งหมด เขากลับได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง ซึ่งในรายวิชานั้นก็เป็นรายวิชาที่อาจารย์คนนั้นเป็นคนสอน
จวิ้นข่ายได้แต่มองใบคะแนนอย่างไม่เข้าใจ ก่อนเขาจะถูกเรียกให้ไปพบ แล้วนรกบนดินก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าเขาอย่างแท้จริง
และมันเป็นครั้งแรก...ที่ร่างกายถูกอีกฝ่ายล่วงล้ำเข้ามา
เรื่องราวครั้งนั้นเลวร้ายยิ่งกว่านรกบนดิน เขาถูกข่มขู่ไม่ให้หนี แต่เขาก็ยังคงพยายามจะหาทางรอดให้กับตัวเอง จนกลายเป็นว่าเขาถูกบังคับกระทำด้วยกำลัง ครั้งแรกที่ร่างกายต้องรองรับผู้ชายคนอื่นเข้ามามันทำให้เขาแทบจะอยากกัดลิ้นตายลงตรงนั้น แทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่ออีกแล้ว แต่ราวกับอีกฝ่ายจะรู้ คำขู่ที่ถูกยกมากลับเป็นการเอาเพื่อนในห้องที่ไม่เกี่ยวข้องเลยมาใช้
ถ้าเขาไม่ทำ เพื่อนในห้องจะต้องเดือดร้อน และหวังจวิ้นข่ายก็ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวขนาดที่จะมองเห็นคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ถูกทำให้ล่มจมไปกับเขาด้วย เขาจำต้องกัดฟันทน แล้วก็ได้แต่ไปพูดระบายกับหวังตั๋ว พี่ชายคนสนิทเท่านั้น
ตอนนั้นอีกฝ่ายโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ พูดย้ำๆ ว่าจะพาเขาไปแจ้งความ จะลากไอ้สารเลวนั่นเข้าคุกให้จงได้ แต่ตอนนั้นเขาทั้งอายทั้งกลัว ไม่กล้าไป พอถูกเสนอทางเลือกอื่นให้อย่างการลาออกเขาก็แทบจะอยากตกลงในทันที
แต่ก่อนที่ปากจะตอบออกไป เขากลับตระหนักถึงเรื่องของเพื่อนๆ คนอื่น หรืออาจจะเป็นเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ที่อาจเดือดร้อน ตกเป็นเหยื่ออีก
เขาได้แต่ปฏิเสธ และก้มหน้ารับชะตากรรมเช่นนี้มาเรื่อยๆ อาจต้องโทษความกลัวของเขาเองที่ไม่กล้าให้หวังตั๋วพาไปแจ้งตำรวจ เขาถึงต้องมาอยู่ในสภาพเช่นทุกวันนี้ ไม่รู้ว่าจะพูดว่าเป็นเรื่องดีในเรื่องร้ายได้หรือเปล่า ที่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ยังยอมจ่ายเงินให้เขา แม้เขาจะไม่เคยรู้สึกว่ามันคุ้มค่า ทั้งยังน่ารังเกียจก็ตามที แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่เขาอยู่มาได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องอาศัยเงินของหวังตั๋วที่เป็นผู้ปกครองของเขามาได้โดยตลอดก็เพราะเงินที่น่ารังเกียจก้อนนี้
ก๊อก!
“!?” จวิ้นข่ายหลุดสะดุ้งเมื่อโต๊ะเรียนตรงหน้าถูกเคาะด้วยฝีมือของใครบางคน ดวงตาคู่สวยที่เหม่อมองไปไร้จุดหมายถูกเลื่อนขึ้นมองคนตรงหน้าที่มายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้อย่างมึนงง
“นายคือเพื่อนของเชียนซีใช่ไหม?”
“ห...หือ…?”
“จวิ้นข่าย ใช่นายหรือเปล่า??”
“...” จวิ้นข่ายมุ่นคิ้ว มองคนตัวเล็กกว่าที่หลังจากถามจบก็ขยับนั่งลงที่โต๊ะเรียนด้านหน้าเขาทั้งที่ยังคงไม่ได้ยิ้ม แต่ก็ไม่ได้ทำหน้าตาบึ้งตึงเหมือนไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวหรือรังเกียจเขาเหมือนคนอื่น
“เชียนซีติดต่อฉันมาน่ะ เขาบอกว่าเขาจะมาโรงเรียนไม่ได้สักพัก ให้ฝากการบ้านกับเล็คเชอร์ไปทางนาย”
“...”
“นายเป็นอะไรหรือเปล่า?”
“นาย…”
“หืม?”
“ทำไม…”
“นายหมายถึงข่าวลือนั่นน่ะเหรอ?”
“...”
“ฉันไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ มันไม่เกี่ยวกับฉัน”
“...”
“ฉันแค่มาตามหน้าที่ที่ควรทำในฐานะเพื่อนของเชียนซีเท่านั้นแหละ เอาไว้ถ้าเลิกเรียนแล้วฉันไม่ได้มา นายก็มาหาฉันแทนแล้วกัน” ว่าจบอีกฝ่ายก็ลุกออกไปเสียเฉยๆ จนจวิ้นข่ายได้แต่มองตาม แต่เมื่อสบสายตาเข้ากับเพื่อนคนอื่นๆ ในห้องเรียนที่เหมือนจะกำลังซุบซิบนินทาเขาอยู่ เขาก็ได้แต่ก้มหน้าลงอย่างเดิมเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังคงรู้สึกงงงวยอยู่ดี
คนๆ นี้ สรุปแล้วเป็นใครกันแน่ แล้วทำไม...อีกฝ่ายถึงได้ไม่มีท่าทียินดียินร้ายกับการที่จะต้องเป็นฝ่ายเข้าหาเขาเหมือนคนอื่นเลยสักนิด
แปลก…
“หวังจวิ้นข่าย” เสียงเรียกเป็นครั้งที่สองของวันที่ได้ยินอยู่เหนือศีรษะทำให้เจ้าของชื่อจำต้องเงยหน้าขึ้น แต่ครั้งนี้คนที่เรียกเขาเป็นเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งในห้อง สีหน้าของเธอที่ใช้เรียกเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกรังเกียจและขยะแขยง รวมไปถึงท่าทีและมุมองศาการมองหน้าที่เต็มไปด้วยความดูถูกดูแคลนทำให้เขาอดนึกเปรียบเทียบกับคนที่มาหาเขาก่อนหน้านี้ไม่ได้
มันต้องเป็นแบบนี้ต่างหาก สีหน้าท่าทางที่เขาควรจะได้รับน่ะ…
“ครูฝากให้เอามาให้” น้ำเสียงห้วนของอีกฝ่ายมาพร้อมกับกระดาษที่ถูกพับอยู่หนึ่งใบ เห็นแค่นี้เขาก็พอจะเดาได้แล้วว่าเจ้ากระดาษแผ่นนี้นั้นมาจากใคร
ฝ่ามือเล็กยื่นออกไปจะรับกระดาษแผ่นนั้นมา แต่ยังไม่ทันที่ปลายนิ้วจะได้แตะถูกแม้แต่ปลายกระดาษ มันก็กลับถูกปล่อยให้ร่วงลงไปสู่พื้นเสียก่อน…
มือของเขาได้แต่ยื่นค้างเก้ออยู่อย่างนั้น ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะทำแบบนี้ นิ่งไปอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะเลื่อนขึ้นมองอีกฝ่ายที่แสยะยิ้มใส่เขา
“ขอโทษที พอดีอยู่ๆ นิ้วก็ไม่มีแรงขึ้นมา”
“...” จวิ้นข่ายได้แต่จ้องมองรอยยิ้มนั้นนิ่งๆ อยู่หลายวินาที จนในที่สุดเขาก็ก้มลงหมายจะเก็บกระดาษแผ่นนั้นที่ลงไปนอนอยู่หน้าฝ่าเท้าของอีกฝ่ายขึ้นมา
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้หยิบมันขึ้น เพียงแค่ฝ่ามือของเขาแตะโดน เขาก็มองเห็นฝ่าเท้าของคนตรงหน้ายกขึ้นแล้วเหยียบลงมาโดยที่ตัวเขาเองก็ตั้งตัวไม่ทัน
มันเกิดขึ้นเร็วมากจริงๆ เขาพยายามจะรั้งมือออกมาแล้ว แต่มันก็ยังไม่ทัน แม้จะเลี่ยงการถูกเหยียบลงไปเต็มๆ ทั้งฝ่ามือ แต่นิ้วมือทั้งสี่นิ้วก็ยังไม่พ้นเคราะห์ ถูกเหยียบลงไปเต็มแรง
“โอ๊ย!!”
“อุ๊ย! ขอโทษนะ ไม่เห็นเลยอ่ะ!!” แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่ไม่ว่าจะสายตาหรือมุมปากกลับไม่ได้เป็นไปตามคำพูดเลยแม้แต่น้อย ส้นรองเท้าถูกบิดขยี้อยู่บนนิ้วมือของเขาแรงๆ อีกหลายรอบจนเขาต้องมุ่นคิ้วเพื่อสะกดไม่ให้ตนเองเผลอทำอะไรที่ไม่สมควรลงไป รอกระทั่งอีกฝ่ายยอมละรองเท้าออกไป จวิ้นข่ายจึงได้รีบชักมือข้างนั้นกลับมาโดยไม่ลืมที่จะใช้นิ้วที่ไร้เรี่ยวแรงนั่นเก็บเอากระดาษที่เกือบจะหลุดลงไปกับพื้นอีกรอบนั้นขึ้นมาด้วย
จวิ้นข่ายรอกระทั่งอีกฝ่ายเดินสะบัดผมกลับไปหากลุ่มเพื่อน กระดาษในมือจึงได้ถูกคลี่ออก
และสิ่งที่ปรากฏอยู่บนแผ่นกระดาษ ก็คือตัวอักษรสั้นๆไม่กี่ตัว
วิทย์ 3 5:00
“...” ริมฝีปากบางอิ่มเม้มเข้าหากัน รีบพับกระดาษแผ่นนั้นแล้วเก็บมันเข้ากระเป๋าเสื้อกันใครจะมาเห็นมันเข้า
ห้าโมงเย็น...ห้องวิทยาศาสตร์ ชั้นสาม…
------------------- #ficLustQK ---------------------
พาร์ทสามมาแล้วจ้าาาา
ทุกคนเตรียมใจรับดราม่าในพาร์ทสี่กันด้วยนะคะ
แต่ของพาร์ทนี้...//เอาเลือดเข้าร่างก่อนเนอะ----


ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น