[SF QianKai] Hate 1

ปอลิง ฟิคนี้คือความมโนและความบ้าของตัวไรท์เอง ไม่เกี่ยวข้องใดๆกับตัวศิลปินเด้อค่า

Karry Wang


หากว่าวันหนึ่ง คุณจะต้องกลับมาพบหน้าคนที่เคยคิดว่ารังเกียจที่สุดจนไม่อยากจะเห็นหน้า ทว่ากลับไม่อาจแม้แต่จะหลีกเลี่ยง
คุณจะทำอย่างไรกัน??
คุณจะเลือกเผชิญหน้า หรือจะยังคงพยายามหนีต่อไป?
ทว่าสำหรับผมแล้ว ไม่ว่าผมจะทำอย่างไร สุดท้าย...ผมก็ยังคงหลงกลับเข้าไปติดกับเขาอยู่ดี…
...
..
.

“อื้อ...อ๊ะ!” เสียงครางหวานดังไปทั่วห้องนอนที่มืดสลัว มีเพียงแสงจากนอกบานกระจกใสที่เชื่อมกับระเบียงภายนอกที่ส่องเข้ามากระ
ทบกับร่างสองร่างที่ต่างกำลังนัวเนียกันอยู่บนเตียง

ร่างโปร่งบางแอ่นร่างขึ้นด้วยความเสียวซ่านเมื่อคนด้านบนใช้ริมฝีปากเข้าครอบครองทั้งร่างกายและสติสัมปชัญญะจนแทบไม่หลง
เหลือให้ตระหนักคิดใดๆ ริมฝีปากบางอิ่มทำได้แต่เพียงเผยออ้าส่งเสียงครวญครางที่ทำให้คนด้านบนแทบคลั่ง ใบหน้าอ่อนเยาว์ทว่า
กลับคมสันกว่าคนที่อายุมากกว่าละออกมาจากช่วงหว่างขาขาว  แล้วเข้าฉกฉวยริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างตะกรุบตะกราม

“เชียน….อื้อ...พอ...พอแล้ว...ฮะ…!”

“เสี่ยวข่าย...ปากนายบอกให้พอ แต่ร่างกายของนายกลับตอบสนองฉันขนาดนี้แล้ว จะไม่ใจร้ายกับตัวเองไปหน่อยเหรอ?” กระซิบ
เสียงกระเส่าซ่านข้างใบหูของคนที่ทั้งตัวสูงกว่าและอายุมากกว่า หากกลับช่างบอบบาง สวยงามและอ่อนเยาว์กว่าตัวเขาเองเสียอีก
“นายน่าจะรู้ว่าฉันจะไม่หยุด เสี่ยวข่าย…”

ว่าพลางก็ลูบไล้มือไปตามร่างแบบบางที่บิดเร่าไปมาด้วยแรงอารมณ์ที่คล้ายจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และหากไม่เพราะวิธีการสกปรกอย่าง
การวางยาแล้ว คนเช่นหวังจวิ้นข่ายไม่มีทางที่จะมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อหน้าอี้หยางเชียนซีแน่นอน

...เขาเกลียด...เกลียดคนตรงหน้า...เกลียด…

“หยุด…” แม้จะพูดออกไปเท่าไหร่ ทว่าทุกครั้งที่พูดออกไป ริมฝีปากอิ่มก็มักจะถูกปล้นจูบไปอย่างจาบจ้วงหยาบโลน ยิ่งพยายาม
ดิ้นหนี ริมฝีปากของอีกฝ่ายก็กลับยิ่งประกบลงมาหนักหน่วงแนบแน่นยิ่งกว่าเดิม ลิ้นร้อนระอุที่กวาดควานไปทั่วโพรงปากทำให้
ขนทั่วร่างพากันลุกชัน ทว่าร่างทั้งร่างกลับยิ่งร้อนรุ่มทรมาน ทว่าทั้งหมดนั้นกลับเทียบไม่ได้กับความอดสูน่าสมเพชในใจที่กำลัง
ค่อยๆถูกกลั่นออกมาเป็นหยาดน้ำตาไหลรินออกมาทางหางตาที่ได้แต่ปิดแน่นเพื่อหลีกหนีความจริง มือทั้งสองข้างที่ก่อนหน้านี้
พยายามทุบตี ดันอีกฝ่ายให้ออกห่างสิ้นเรี่ยวแรงจนได้แต่กำเกาะเสื้อเชิ้ตเนื้อดีบนร่างของอีกฝ่ายที่ถูกปลดกระดุมออกไปหมดแล้ว
แน่น ไม่ต่างกับร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงต่อต้านไปนานแล้ว หากแต่ที่ยังสามารถขยับได้อย่างใจนึกอยู่เช่นนี้กลับเป็นเพราะใจเกลียดชัง
ที่ยิ่งถูกกระทำมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

แม้ร่างกายจะร้อนรุ่มจนแทบละลายไปทั้งร่าง ทว่าเขากลับยอมทรมานแบบนี้ดีกว่าที่จะต้องยินยอมให้อีกฝ่ายทำอะไรเขาก็ได้แบบนี้…

“อ๊า!!!!!” เสียงกรีดร้องสุดเสียงที่มาพร้อมสีหน้าเจ็บปวดสุดแสนกลับไม่ได้ทำให้คนที่สอดร่างรุกล้ำเข้าใส่ด้วยความรู้สึกที่ทานทน
ต่อความยั่วยวนและกลิ่นหอมประหลาดไม่ไหวคิดจะถอนกายที่แทรกเข้าไปได้ส่วนหนึ่งออก ดวงตาคมมองสบดวงตากลมโตที่
เบิกกว้างขึ้น ขณะที่ไรฟันคมรีบกัดบดเข้าหากันแน่นหลังรู้ตัวว่าส่งเสียงแบบไหนออกไป ทว่ายังไม่ทันจะได้อ้าปากพูดใดๆ คนด้าน
บนที่หยุดการกระทำทั้งหมดเพื่อเก็บเกี่ยวสีหน้าของคนที่ถูกรุกล้ำก็กลับกระแทกร่างเข้าใส่ ความลึก รุนแรงและเสียวกระสันไหล
ปะปนมากับความเจ็บปวดราวกับร่างกำลังถูกฉีกจนคนที่เคยเข้มแข็งมาโดยตลอดไม่อาจจะทนได้ไหว น้ำตายิ่งหลั่งรินออกมามาก
ขึ้นเมื่อปลายหูได้ยินเสียงครางอย่างน่าไม่อายที่ไม่อาจจะกักเก็บไว้ได้ของตนเอง ครั้งแล้วครั้งเล่า ปะปนไปกับเสียงเสียดสีของผ้า
และเสียงโยกคลอนของเตียงที่แทบจะไม่อาจต้านความรุนแรงของคนด้านบนได้ไหว

“เสี้ยวข่าย….อา…”

เขาไม่อยากฟัง...ไม่อยากฟังอีกแล้ว…



“เสี่ยวข่าย!” เสียงเรียกใสๆของสาวเจ้าเรียกให้ใบหน้าหวานของเจ้าของชื่อที่กำลังดื่มด่ำอยู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอลตรงหน้าต้อง
เงยใบหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงด้วยความฉงน

“หยางอิง? มีอะไรงั้นเหรอ??”

“แหม ยังจะอะไรอีก ลูกค้ารายใหญ่ชี้ตัวนายมา รีบไปเร็ว”

“ลูกค้า??”

“ใช่ ระดับวีไอพีเลยนะ รีบไปเร็วเข้า” ไม่ว่าเปล่า อีกฝ่ายยังเข้ามารั้งแขนเรียวให้ตามไปอีกจนคนถูกลากทำได้แต่เพียงเดินตามไป
ทว่าเพียงแค่ไปถึงโต๊ะ ดวงตากลมก็สะท้อนเข้ากับชายร่างท้วมที่ท่าทางคงเงินถุงเงินถังอยู่ไม่น้อยนั่งกินพื้นที่บนเบาะทรงครึ่งวงกลม
ไปกว่าครึ่ง ใบหน้าที่มีแต่ไขมันนั่นส่งยิ้มกริ่มมาให้ ขณะที่ใช้สายตามองกวาดจาบจ้วงตัวเขาจนรู้สึกขยะแขยงไปทั้งตัว หากแต่ว่า
เพราะอีกฝ่ายเองก็ขึ้นชื่อว่าลูกค้า ทั้งยังเป็นวีไอพี สุดท้ายแล้วเขาก็ทำได้แต่เพียงส่งยิ้มยั่วยวนซึ่งเป็นรอยยิ้มการค้าไปให้เท่านั้น

“มานั่งตรงนี้เร็ว มาๆ” เสียงแตกๆหากแต่บอกอายุย่างเข้าวัยกลางคนของอคกฝ่ายได้เป็นอย่างดีมาพร้อมกับมือที่กวักเรียกให้คนที่
ถูกเรียกมาเข้าไปหา แม้ใจจะนึกรังเกียจเท่าไหร่ ทว่าตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะมีทางเลือก ดังนั้นแล้วร่างโปร่งบางในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำที่ถูก
ปลดกระดุมลงมาจนเห็นถึงแผ่นอกจึงทำได้เพียงเดินเข้าไปหา และหย่อนกายลงข้างๆอีกฝ่าย ก่อนจะต้องซุกร่างเข้าหาเมื่ออีกฝ่าย
ผายมือออกมาให้ กลิ่นเหงื่อและกลิ่นไขมันทำเอาตัวเขาแทบจะอาเจียน ทว่ายังไม่ทันจะได้ทำอะไร ธนบัตรหลายใบก็กลับถูกสอด
ลงมาที่หว่างขาจนจวิ้นข่ายต้องรีบหนีบขาทั้งสองข้างเข้าหากันเพื่อไม่ให้ธนบัตรพวกนั้นร่วงลงพื้นไปเสียก่อน

“ไหนชื่ออะไรลองบอกเสี่ยมาซิ”

“เสี่ยเรียกผมเสี่ยวข่ายก็พอแล้วครับ” ว่าพลางก็เงยหน้าขึ้นฉีกยิ้มประจบ ขณะที่มือรีบเก็บเงินเข้ากระเป๋ากางเกงอย่างรวดเร็ว

“งั้น...เสี่ยวข่าย ป้อนเหล้าให้เสี่ยสักคำซิ” ว่าพลางสายตาอ้อล้อแทะโลมก็กวาดลึกเข้าไปในคอเสื้อที่ถูกเปิดกว้างของร่างแบบบาง
ตรงหน้า ทว่าจวิ้นข่ายเองก็มีวิธีการที่จะป้องกันตัว ร่างโปร่งบางรีบยืดตัวออกไปคว้าเอาแก้วที่บรรจุเครื่องดื่มแอลกอฮอลสีเข้มเข้า
มาในมือ ก่อนจะยื่นมันเข้าจ่อริมฝีปากของอีกฝ่ายพร้อมสายตาออดอ้อน

“มาครับเสี่ย”

“อื้ม ชื่นใจดีจริงๆ แต่คงชื่นใจได้ไม่เท่ากับแก้มของเสี่ยวข่ายจริงไหม” ว่าพลางก็เกลี่ยนิ้วป้อมๆนั่นไปมาบนแก้มนุ่ม ขณะที่สายตา
ยิ่งโลมเลียไล่ลงมาที่กางเกงหนังเข้ารูปเผยเรียวขาเรียวเล็กให้เป็นที่ล่อตาจนอดที่จะยื่นมือออกไปลูบมันเบาๆไม่ได้

จวิ้นข่ายยอมรับว่ารังเกียจ…

แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีทางเลือกมากมายขนาดนั้น…

เขาที่ทำงานแบบนี้ มีสิทธิ์ที่จะเลือกอะไรให้ตัวเองได้บ้างนอกจากพยายามเลี่ยสถานการณ์สุ่มเสี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซึ่ง
นั่นก็ไม่ได้มีโอกาสให้เขาฉวยได้มากมายขนาดนั้น…

ริมฝีปากบางอิ่มคลี่ยิ้ม คลี่ยิ้มที่ปิดบังอารมณ์ความรู้สึกขยะแขยงเอาไว้อย่างสุดกำลัง

“คุณหลิน ไม่ได้พบกันนานนะครับ” เสียงทุ้มนุ่มที่แทรกขึ้นมาทำให้ดวงตาทั้งสองคู่เลื่อนไปจดจ้องทางผู้ที่มาใหม่ ทว่าเพียงแค่มอง
เห็นโครงหน้าคุ้นตากับริมฝีปากที่ถูกเหยียดเป็นเส้นตรงตลอดเวลาแม้สีหน้าจะดูนอบน้อมขนาดไหน ความรู้สึกคล้ายคลื่นเหียนก็
กลับแทรกเข้ามาในความรู้สึกของจวิ้นข่ายจนแทบอาเจียน จำต้องหลบสายตาของอีกฝ่ายที่ทำทีคล้ายจ้องคนที่อยู่ข้างๆ ทว่าอันที่
จริงกลับกำลังจับจ้องเขาไม่วางตา

“ไม่นึกว่าจะเจอคุณที่นี่เช่นกัน ประธานอี้”

“ถ้าผมจะขอนั่งด้วยคุณคงไม่ขัดข้อง…?”

“เอาสิ ตามสบาย” ว่าจบร่างท้วมอ้วนก็ส่งเสียงหัวเราะจนไขมันทั่วร่างกระเพื่อมขึ้นลง ทว่าก็ยังไม่วายยื่นมือมาโอบรอบเอวเล็ก
ของคนข้างกายให้เข้าไปหาจนจวิ้นข่ายจำต้องทำงานของตนเองต่อด้วยการเริ่มใช้มือลูบไล้ไปทั่วหน้าอกของอีกฝ่าย เรียกเสียง
หัวเราะพออกพอใจให้ดังขึ้น ก่อนที่ธนบัตรจะถูกสอดเข้ามาในคอเสื้อของเขาให้จวิ้นข่ายจำต้องฉีกยิ้มประจบเอาใจมากยิ่งขึ้น
ทว่าจวิ้นข่ายไม่มีทางรับรู้ได้ถึงสายตาของคนที่แม้ภายนอกจะดูนิ่งเรียบเท่าไหร่ ทว่าภายในกลับระอุพร้อมแผดเผาได้ทุกสิ่ง ยิ่งเมื่อ
เห็นว่าร่างแบบบางของจวิ้นข่ายค่อยๆเปลี่ยนที่นั่งไปเป็นบนตักของอีกฝ่าย เลือกหันหลังให้กับเขา ขณะที่ดวงตาเล็กตี่นั่นยิ่งแทะ
โลมร่างโปร่งบางนั้นได้ง่ายขึ้น เขาก็แทบจะผลุนผลันลุกขึ้นไปกระชากอีกฝ่ายออกมา ทว่าเมื่อคิดได้ว่าหากทำแบบนั้นเรื่องที่เกิด
ขึ้นอาจไม่ได้จบเพียงแค่ที่นี่ อี้หยางเชียนซีจึงทำได้เพียงยกเครื่องดื่มแอลกอฮอลที่เพิ่งเอามาเสริฟขึ้นจิบพลางยกขาขึ้นไขว่ห้าง ทำที
คล้ายไม่สนใจอะไร ใช้เพียงสายตาที่มองจ้องสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างเงียบๆ

ทว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ฝ่ามืออ้วนป้อมนั่นกลับยิ่งเลื่อนต่ำลงเรื่อยๆจนถึงขั้นกำขยำบั้นท้ายกลมแน่นเสียเต็มมือ

“อื้อ...เสี่ยครับ...จับแรงเกินไปหรือเปล่า…” แม้จะพูดออกไปแบบนั้น ทว่ามือของเขากลับพยายามรั้งมือของอีกฝ่ายที่กำลังกำขยำ
บั้นท้ายเขาไปมาออก ทว่าไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่มันก็ไม่เป็นผลสักที

“ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เราขึ้นห้องกันต่อเลยดีไหมเสี่ยวข่าย”

“ด...เดี๋ยวครับเสี่ยง..ผมไม่ได้ขายแบบนั้น…”

“ทำมาถึงขนาดนี้ยังจะบอกว่าไม่ได้ขายอีกงั้นเหรอ??”

“เสี่ยครับ ตามนโยบายของร้าน…”

“นโยบายอะไรนั่นใช้กับเสี่ยไม่ได้ เสี่ยวข่ายไม่รู้เหรอ…?”

“...” จวิ้นข่ายทำได้เพียงเม้มริมฝีปากแน่น มือยังคงพยายามแกะเอามือที่เอาแต่กำขยำบั้นท้ายของเขาจนชักจะเริ่มเจ็บออก ทว่ายังไม่
ทันที่เขาจะได้พูดร้องขออะไรต่อ เสียงกระแอมไอจากที่นั่งฝั่งตรงข้ามก็ดังขึ้นเสียก่อน เรียกให้ดวงตาเล็กตี่ต้องมองไปทางประธาน
บริษัทยังหนุ่มทีหนึ่ง

“ประธานอี้ยังอยู่หรอกเหรอ ผมนึกว่าคุณกลับไปแล้วเพราะทนความร้อนแรงของเราสองคนไม่ไหวเสียอีก”

“ขอโทษนะครับคุณหลิน แต่ผมคิดว่าผมคงยังไปไม่ได้ เพราะอันที่จริงผมมาที่นี่ด้วยเรื่องงานที่จะคุยกับคุณโดยเฉพาะ”

“อา…” แน่นอนว่าเมื่อพูดขึ้นมาถึงขนาดนี้ย่อมไม่มีใครกล้าที่จะปฏิเสธประธานบริษัทยังหนุ่มคนนี้ได้ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีสาขา
ขยับขยายไปจนทั่วโลกทำให้อิทธิพลของประธานคนนี้มีมากกว่าเจ้าพ่อมาเฟียที่เป็นเพียงคู่ค้าเช่นเขา “เสี่ยวข่าย วันนี้คงไม่
ได้สนุกกันต่อแล้ว เอาไว้วันหลังเสี่ยจะมาใหม่แล้วกันนะจ๊ะ”

จวิ้นข่ายทำได้เพียงยิ้ม รีบคว้าโอกาสที่จะหนีเอาไว้แล้วเดินลิ่วหายไปไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามองโดยไม่ทันสังเกตเห็น
สายตาของท่านประธานอี้ที่เอาแต่จดจ้องมองร่างโปร่งบางเดินหายไปจากธารสายตาเท่านั้น



การทำงานในสถานบันเทิงยามค่ำคืน ย่อมไม่แปลกที่เวลาเลิกงานจะเป็นช่วงเช้าก่อนฟ้าสางของอีกวัน

จวิ้นข่ายเดินออกมาจากหลังร้านในสภาพชุดเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ต่างกับเวลาที่อยู่ในร้านโดยสิ้นเชิง เครื่องสำอางค์ที่ก่อนหน้านี้
แต่งแต้มอยู่บนใบหน้าถูกล้างออกจนเกลี้ยงไม่มีเหลือ เส้นผมที่ถูกเซ็ตเอาไว้ก่อนหน้านี้ตอนนี้เปียกลู่ ทว่าก็ยังถูกสวมทับไว้ด้วย
หมวกแก๊บอย่างที่ชอบทำ กระเป๋าสะพายใบใหญ่บนหลังดูก็รู้ว่าแทบจะไม่ได้ใส่อะไรไว้เลยด้วยถูกของที่ก้นกระเป๋าถ่วงจนกระเป๋า
ทั้งใบลู่กองไปทางก้นกระเป๋าเพียงทางเดียว

“เสี่ยวข่าย นายจะกลับบ้านยังไง? จักรยานนายเสียอยู่ไม่ใช่เหรอ?”

“ไม่ต้องห่วงๆ เดินกลับเอาก็ได้ ไม่ได้ไกลจากที่นี่มากหรอก”

“ได้ยังไงกัน นี่มันตีสามนะ”

“ฉันเป็นผู้ชายน่าหยางอิง อย่าคิดมากเลย”

“อ่ะ ก็ได้ แล้วแตานายแล้วกัน ถึงบ้านแล้วโทรมาหาฉันด้วยล่ะ”

“เธอจะเป็นแม่ฉันอยู่แล้วนะ” จวิ้นข่ายอดที่จะพูดเสียงกลั้วหัวเราะไม่ได้กับความเป็นห่วงเดินจำเป็นของเพื่อนร่วมงาน ทว่าก็
กลับถูกมือเรียวสวยของสาวเจ้าดันศีรษะเข้าให้ทีหนึ่งจนหัวโยกหัวคลอนไปหมด

“ไม่ใช่แม่ก็พี่ล่ะ”

“เธอไม่น่าเกิดมาเป็นผู้หญิงเลยนะ…” ว่าพลางก็ลูบข้างขมับจุดที่โดนนิ้วเล็กๆนั่นดันหัว แต่ดันเจ็บเสียจนต้องเบ้หน้า “แรงเยอะ
ซะไม่มี”

“โดนอีกซักทีคงไม่เป็นไร ปากดีนัก”

“อ๊ะๆๆ หยุดเลย ไม่เล่นแล้ว เธอรีบกลับบ้านเถอะ ขับรถดีๆนะ”

ในที่สุดก็สามารถส่งเพื่อนขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของเจ้าหล่อนได้สำเร็จ ร่างโปร่งยืนมองกระทั่งแผ่นหลังบางนั้นหายลับไปจาก
สายตาจึงได้ยอมหันหลังเดินกลับบ้านของตนเองในที่สุด

...อันที่จริง หากจะเรียกบ้าน น่าจะเรียกแค่ที่ซุกหัวนอนจะดีกว่า…

แม้จะเป็นอาคารชั้นเดียว ทว่าด้านในกลับไม่มีแม้เครื่องเรือนสักชิ้นนอกจากฟูกนอนสีซีดที่ถูกวางกองเอาไว้มุมหนึ่งในบ้านกับ
ฮีตเตอร์ตัวเล็กอีกตัวเอาไว้ใช้ในช่วงฤดูหนาว ไม่มีเก้าอี้ ไม่มีทีวี ไม่มีโซฟา มีเพียงโต๊ะพับตัวเล็กสำหรับเวลาจะเขียนหนังสือ แม้
แต่หูฟังกับสายชาร์จโทรศัพท์ก็ยังถูกซุกเก็บเอาไว้ในกระเป๋าโล่งๆของเขา นอกจากนั้นก็คงจะมีเพียงกระเป๋าเงินและสมุดบัญชี
ธนาคารเล่มหนึ่งที่เงินในนั้นร่อยหรอลงไปทุกที

ลำขาเรียวยังคงก้าวต่อไปข้างหน้า เริ่มเห็นหลังคาบ้านที่โผล่พ้นกลุ่มต้นไม้ขึ้นมาได้รำไร ทว่าก่อนที่ฝ่าเท้าจะได้ก้าวเข้าประตูบ้าน
หลังจากไขประตูเสร็จ ความรู้สึกคล้ายถูกจับจ้องกลับแทงทะลุกความรู้สึกอื่นๆขึ้นมาจนร่างทั้งร่างชะงักกึก รีบหันกลับไปมองทาง
ด้านหลัง แต่ยังไม่ทันจะได้มองอะไรให้ชัดตา ร่างของเขาก็ถูกจู่โจมรวดเร็ว ริมฝีปากถูกฉกฉวย พร้อมกับลิ้นร้อนที่ชอนแทรกเข้า
มาในโพรกปาก ร่างทั้งร่างถูกดันให้ถอยหลังจนมาพิงเข้ากับบานประตู รับรู้ได้ถึงฝ่ามือที่คลำลูบไปตามสันหลังจนรู้สึกขนลุกชัน
ไปหมด

“อื้อ!!!” มือทั้งสองข้างพยามผลักอีกฝ่ายออกสุดแรง ทว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่เป็นผล ทั้งทุบทั้งหยิกทั้งตีจนแทบจะสิ้นเรี่ยวแรง
ดวงตาที่เบิกกว้างมองเห็นได้แต่เพียงดวงตาคมเรียวที่มองจ้องตอบกลับมา ทว่าช่างเป็นสายตาที่คุ้นเคยและทำให้ความรู้สึกเกลียด
ชังยิ่งแทรกเข้ามาจนไม่คิดจะสนวิธีการในการหนีจากอีกฝ่ายอีกต่อไป ขาข้างหนึ่งเตรียมจะกระเด้งขึ้นเข่าใส่คนตรงหน้า ทว่าไม่นึก
ว่านอกจากจะทำอะไรไม่ได้ ที่แย่กว่าคืออีกฝ่ายกลับใช้มือเพียงข้างเดียวรั้งขาข้างนั้นขึ้นจนเขาเสียหลัก ปล่อยให้ร่างของอีกฝ่ายแนบ
เข้ากับร่างของเขาจนชิดติดบานประตู

“ไม่ได้เจอกันนาน ไม่คิดจะทักทายกันหน่อยเหรอ เสี่ยวข่าย?” ในที่สุดริมฝีปากของเขาก็ได้รับอิสระ ทว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดของเขาก็
แทบจะไม่เหลือแล้ว เข่าอ่อนยวบจนต้องให้อีกฝ่ายรั้งเอวเขาเข้าไปใกล้จนหน้าท้องแนบชิดกับแผ่นท้องแข็ง รอยยิ้มบางเบากระตุก
ขึ้นที่มุมปากของคนตรงหน้าจนคนถูกจู่โจมทำได้แต่เบือนหน้าหนี

“จำเป็นด้วยงั้นเหรอ?”

“จำเป็นไม่จำเป็นยังไง ฉันก็ตามหานายมาตลอดหลายปี ไม่นึกว่าบทจะเจอก็กลับเจอกันได้ง่ายๆแบบนี้”

“จะตามหาฉันไปทำไม” ว่าพลางดวงตากลมก็เลื่อนกลับมาสบดวงตาคม แววแข็งกร้าวปรากฏชัดเจนเสียจนคนมองสสัมผัสมันได้
อย่างชัดเจน “นายยังไม่พอใจหรือไง?”

“ไม่พอ”

“นายนี่มัน…”

“ไม่ว่ายังไงก็ไม่พอ เสี่ยวข่าย ไปอยู่กับฉันเถอะนะ”

“ฝันไปเถอะ!” สิ้นเสียงจวิ้นข่ายก็เริ่มหาทางหนีออกจากอ้อมแขนของอีกฝ่ายอีกครั้ง แม้จะรู้ดีว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็สู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้
ตั้งแต่สมัยก่อนที่ตัวเขายังดูสูงกว่า แม้จะดูโปร่งบางกว่า ทว่าก็ยังไม่ถึงกับแตกต่างกันมากนัก จนมาถึงตอนนี้ที่ตัวเขาแม้แต่ความสูงก็
ยังแทบจะถูกอีกฝ่ายเอาชนะไป ไม่ต้องพูดถึงเรื่องของความแข็งแรง เพียงแค่กล้ามเนื้อหน้าท้องที่เสียดสีกับแผ่นท้องของเขาผ่านเสื้อ
ผ้านี่ก็มากพอที่จะข่มให้เขารู้ว่าเขาไม่มีทางชนะด้วยสภาพผอมแห้งแบบนี้…

“จวิ้นข่าย!”

“ฉันไม่อยากได้ยินเสียงของนาย อย่ามายุ่งกับฉ-----อื้ม!!!!?” เสียงขาดห้วงไปด้วยรสจูบที่รุนแรงและขมปร่า เพิ่งจะได้กลิ่นแอลกอฮอล
จากริมฝีปากของอีกฝ่ายชัดเจนเอาก็ตอนนี้ กลิ่นที่ฟุ้งกระจายทำให้รสจูบยิ่งมึนเมา น้ำใสไหลหยดออกมาจากมุมปากของคนถูกรุกล้ำ
ขณะที่ดวงตากลมคล้ายคนกำลังถูกมอมเมา แม้มือจะยังคงพยายามทุบตีหาทางรอดให้ตัวเองเท่าไหร่ ทว่าสุดท้ายแล้วเมื่อร่างกายสิ้น
เรี่ยวแรง ฝ่ามือที่ตอนนี้เล็กกว่าของอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัดก็ทำได้เพียงกำชุดสูทของอีกฝ่ายแน่นจนยับคามือ

รู้ตัวอีกที ร่างของเขาก็ถูกขึ้นคร่อมอยู่บนฟูกนอนเสียแล้ว และความรู้สึกรังเกียจ เกลียดชังก็ยิ่งเพิ่มเป็นเท่าทวีเมื่อลิ้นร้อนแลบเลีย
แผ่นอกของเขาผ่านชั้นเสื้อจนมันเปียกชุ่ม ดูดดึงยอดอกผ่านเนื้อผ้า เพิ่มพื้นที่แรงเสียดสีกับผิวเนื้อของคนข้างใต้จนริมฝีปากบางอิ่ม
ได้แต่ครางกระเสา ความเสียว่านแล่นแปลบปลาบไปทั่วร่างพร้อมกับสติที่แทบจะกระเจิดกระเจิง และยิ่งเมื่ออีกฝ่ายใช้มือแตะต้อง
ร่างกายของเขามากเท่าไหร่ ยิ่งแตะต้องความเป็นตัวตนของเขามากเท่าไหร่ ทั้งดวงตาและสติก็กลับยิ่งพร่าเลือนจนแทบจะมองเห็น
ได้แต่เพียงปื้นสี ทว่าที่น่าเจ็บใจจคือเขากลับมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจน ใบหน้าที่ดูคมสันกว่าแต่ก่อน ใบหน้าที่หล่อเหลาได้
แม้จะเพียงแค่ทำหน้านิ่งๆ ใบหน้าที่ดูเหมือนเด็กเรียบร้อยอ่อนโยน หากทว่ากลับปกปิดเนื้อในที่แท้จริงไม่ได้เมื่อถูกความอยากกระ
หายครอบงำ

“เสี่ยวข่าย...เสี่ยวข่าย…”

“อ๊ะ! อ๊า!!”

ไม่อยากได้ยิน...ไม่อยากได้ยิน…

“เสี่ยวข่าย...ฉันรักนาย...รัก…”

“ไม่!!! อ้า! อ๊า!!!”

เขาเกลียด...เกลียนคนที่ชื่ออี้หยางเชียนซี…

“เสี่ยวข่าย...อยู่กับฉัน…”

“ฮื้อ...ฮะ! อ…!!!?”

ทำไม...ทำไมถึงต้องเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับเขา…

“เรียกชื่อฉันหน่อย...เสี่ยวข่าย...เรียกฉันหน่อย…”

“ม...ไม่...ฮ...ฮ้า…”

ทำไมอี้หยางเชียนซีถึงต้องทำแบบนี้…

ทำไมอี้หยางเชียนซีต้องทำลายความไว้ใจที่เขามีให้...ทำไมต้องทำร้ายเขาขนาดนี้…

“ก...เกลียด...ฮ...นาย…ฉัน...ก...อ๊า!”

เกลียด…

จวิ้นข่ายทำได้เพียงปล่อยให้น้ำตาหลั่งรินออกมา ดวงตาปิดลงเพื่อปิดกั้นตนเองจากสิ่งที่เกิดขึ้น ร่างกายยังคงขยับโยกไปตาม
แรงของอีกฝ่ายที่แทรกร่างเข้ามา เจ็บจนแทบขาดใจ ทว่าอีกฝ่ายกลับเอาแต่พูดคำพูดที่เขาไม่อยากได้ยิน โดยที่ไม่รู้เลยว่าตอน
ที่เขาพูดออกไป ทั้งคำพูดปฏิเสธ ทั้งตอนที่คำว่าเกลียดดังออกมาจากริมฝีปาก ดวงตาที่ไม่เคยที่จะมองคนอื่นอย่างอ่อนโยนเช่น
ที่ทำอยู่นี้แสดงความรู้สึกเจ็บปวดเจียนจะขาดใจขนาดไหน...

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

------------------------------------------------------- #QKHate --------------------------------------------------------------
รูปขึ้นคือความหลอกลวงอย่างแรงอ่ะ เปลี่ยนสีขาวเป็นสีดำในมโนเอานะคะรีดๆ
เขียนแบบนี้จะโดนตบมั้ยไม่รู้ค่ะ แต่ที่แน่ๆนี่เป็นวันชอตแรกที่แต่งไม่กี่ชั่วโมงจบเลยจริงๆ
จบมันมาม่าแบบนี้นี่แหละ แววว//นี่มันคือความขี้เกียจใช่ไหม...


แอบมาเปลี่ยนจ่าหน้าเป็น SF ถึงนนี้จะไม่มีคอมเมนต์ แต่ในทวิตมีหลายคนเรียกร้องอยากให้แต่งต่อ ข่าวดีคือ
เรากำลังแต่งต่อนาจา ขอเวลาซักนิดนึง

Part 2
Part 3
Part 4

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

[SF QianKai] Hate 3

fic TFBOYS [QianKai] Lust 5 [END]

[SF QianKai] Hate 2